Nutrition Care Process ในผู้ป่วยมะเร็ง (ผู้ใหญ่) ตอนที่ 2

มาต่อกันที่ตอนที่สองของไกด์ไลน์โภชนบำบัดกับโรคมะเร็ง จากสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกากันครับ สำหรับตอนนี้จะว่าด้วยเรื่องการวินิจฉัยทางโภชนาการ และการให้โภชนบำบัด-คำแนะนำทางโภชนาการ ครับ

การวินิจฉัยทางโภชนาการ

  • นักกำหนดอาหารควรใช้วิจารณญาณทางคลินิกในการแปลผลการประเมินภาวะโภชนาการ เพื่อวินิจฉัยภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็ง การตรวจสอบและวินิจฉัยในระยะแรกเริ่มทำให้สามารถให้โภชนบำบัดได้ทันท่วงที ซึ่งส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิก รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น นักำหนดอาหารสามารถวินิจฉัยภาวะทุพโภชนาการในผู้ป่วยมะเร็งได้ หากผู้ป่วยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 2 ใน 6 เกณฑ์ขึ้นไป* คือ
    • ได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
    • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ
    • สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
    • สูญเสียมวลไขมัน
    • เกิดภาวะบวมน้ำ
    • แรงบีบมือ (handgrip strength) ลดลง

*ความเห็นผู้เขียน: เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะทุพโภชนาการ อ้างอิงจาก Consensus Statement of the Academy of Nutrition
and Dietetics/American Society for Parenteral and Enteral Nutrition: Characteristics Recommended for the Identification and Documentation of Adult Malnutrition (Undernutrition) ในปี 2011 (เปเปอร์ฉบับเต็มดูได้ที่นี่ครับ)

การให้โภชนบำบัด-คำแนะนำทางโภชนาการ

  • ผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะ pre-cachexia หรือ cachexia ควรได้รับการให้โภชนบำบัดให้ได้ตามเป้าหมายอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักลด และการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงอาการต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาวะโภชนาการได้
  • ถ้าผู้ป่วยมะเร็งยังได้รับอาหารไม่เพียงพอเนื่องจากอาการต่างๆ ทางคลินิกที่ส่งผลต่อการบริโภคอาหาร ร่วมกับภาวะน้ำหนักลด และการสูญเสียกล้ามเนื้อ นักกำหนดอาหารอาจแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี EPA เป็นส่วนผสมได้ งานวิจัยพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีน้ำมันปลา (ซึ่งทำให้ได้รับ EPA ประมาณ 0.26 – 6.0 กรัมต่อวัน) สามารถช่วยชะลอ/หยุดภาวะน้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็งได้**

**ความเห็นผู้เขียน: ส่วนตัวคิดว่ามีงานวิจัยอยู่พอสมควรที่พูดถึง EPA ครับ ไกด์ไลน์ของ Dietitians Associations of Australia ก็เหมือนจะแนะนำด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือทำอย่างไรให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเพียงพอครับ เพราะถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับ EPA เพียงพอ แต่ถ้าพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถหยุดภาวะน้ำหนักลดได้ครับ

  • นอกจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้ EPA แล้ว นักกำหนดอาหารสามารถแนะนำอาหารทางการแพทย์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปลา (ทำให้ได้รับ EPA 1.1 – 2.2 กรัมต่อวัน) ได้ งานวิจัยระบุว่าอาหารทางการแพทย์ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปลา สามารถช่วยชะลอ/หยุดภาวะน้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็งได้
  • ยังไม่มีงานวิจัยที่แน่ชัดที่ยืนยันผลของการให้กลูตามีนในรูปแบบของอาหารทางหลอดเลือดดำ เพื่อป้องกันหรือรักษาภาวะแผลในปาก (mucositis) ในผู้ป่วยมะเร็ง งานวิจัยจำนวนน้อยที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ศีรษะและลำคอ และผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ พบว่าการให้กลูตามีนในรูปแบบของอาหารทางหลอดเลือดดำไม่มีผลในการป้องกันและรักษาภาวะแผลในปากได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ผลของการให้กลูตามีนในรูปแบบอื่น เช่นทางปาก หรือทางสายให้อาหาร
  • นักกำหนดอาหารอาจ หรืออาจไม่แนะนำการให้กลูตามีนทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ได้รับอาหารทางหลอดเลือดดำก็ได้ งานวิจัยระบุว่ากลูตามีนขนาด 0.2 – 0.5 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน อาจช่วยให้สมดุลไนโตรเจนดีขึ้น และลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันต่อไป
  • ในผู้ป่วยมะเร็งที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดพยาธิสภาพในระบบประสาทส่วนปลายจากผลข้างเคียงของเคมีบำบัด นักกำหนดอาหารควรแนะนำว่าการเสริมสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามินอี แคลเซียม แมกนิเซียม แอลคาร์นิทีน กลูตามีน กลูต้าไธโอน อาจหรืออาจไม่มีประโยชน์ในการป้องกันหรือรักษาพยาธิสภาพทางระบบประสาทได้ มีงานวิจัยจำกัดมากที่แสดงให้เห็นว่าสารอาหารเหล่านี้สามารถป้องกันการเกิดพยาธิสภาพในระบบประสาทส่วนปลายได้
  • นักกำหนดอาหารควรให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในอาหาร และการปรุงประกอบอาหารอย่างปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ แก่ผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (ไม่ว่าจะเป็นการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรือไม่ก็ตาม) งานวิจัยไม่ยืนยันผลของอาหารแบคทีเรียต่ำ (neutropenic diet) ต่อการป้องกันการติดเชื้อ แต่อย่างไรก็ตาม หลักการของความปลอดภัยในอาหารพื้นฐาน และการปรุงประกอบอาหารอย่างปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

การติดตามและประเมินผลทางโภชนาการ

  • นักกำหนดอาหารควรติดตามและประเมินผลการให้โภชนบำบัดเป็นระยะ โดยทำการประเมินตัวชี้วัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของร่างกาย การบริโภคอาหาร/ได้รับสารอาหาร ผลทางห้องปฏิบัติการ การตรวจวินิจฉัย หัตถการทางการแพทย์ รวมไปถึงอาการแสดงทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการ และประวัติผู้ป่วย เพื่อให้ทราบความเปลี่ยนแปลง และสามารถวินิจฉัยปัญหาใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถให้โภชนบำบัด-คำแนะนำทางโภชนาการได้อย่างทันท่วงที
  • ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะทุพโภชนาการ นักกำหนดอาหารควรติดตามตัวชี้วัดทางโภชนาการ
  • นักกำหนดอาหารควรสื่อสารกับวิชาชีพอื่นๆ ในทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อให้สหสาขาวิชาชีพตระหนักถึงบทบาทของการมีภาวะโภชนาการที่ดีต่อกระบวนการการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง งานวิจัยระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะทุพโภชนาการ มีอัตราการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ระยะเวลาในการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ต่ำกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะทุพโภชนาการ รวมถึงประเด็นอื่นๆ เช่น คุณภาพชีวิต และอัตราการเสียชีวืตด้วย

ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับซีรีส์ Nutrition Care Process ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง หวังว่าทุกท่านจะได้รับความรู้เพิ่มขึ้นเพื่อเอาไปปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้ครับ 🙂

References:

Academy of Nutrition and Dietetics. Oncology (ONC) Guideline Evidence Analysis Library. 2013. [Accessed at http://andeal.org/topic.cfm?menu=5291&cat=5067]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา