โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีกับการสื่อสารทางโภชนาการ

พอดีผมได้มีโอกาสเป็น speaker ในงานประชุมวิชาการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ในหัวข้อ โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีกับการสื่อสารทางโภชนาการครับ จึงขออนุญาตคัดลอกบทความที่ได้เขียนประกอบการบรรยายในวารสารการประชุมฯ เอามาลงที่นี่ครับ ท่านใดที่ต้องการฟังในรูปแบบ video สามารถคลิกชมได้ ที่นี่ ครับ

บทนำ

          ในปัจจุบัน แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตของประชากรไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากสถิติของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่า กลุ่มประชากรไทยในช่วงอายุที่เรียกว่า Generation Y (เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ถึง 2540) เป็นช่วงอายุที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด คือ 54.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (7.7 ชั่วโมงต่อวัน) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 9 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเมื่อปี พ.ศ. 2544 ที่การใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เท่านั้น เมื่อพิจารณาประชากรในกลุ่มอื่น ๆ เช่น Baby Boomer (เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 ถึง 2507; มีอายุ 52 ถึง 70 ปีในปัจจุบัน) ที่มีสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตน้อยที่สุด ก็ยังพบว่ามีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยอยู่ที่ 32.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (หรือเท่ากับ 4.6 ชั่วโมงต่อวัน)

          นอกจากผลสำรวจจำนวนชั่วโมงการใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ข้อมูลจาก สพธอ. ยังได้กล่าวถึงอุปกรณ์ที่คนไทยใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย โดยจากกลุ่มตัวอย่างที่มีการสำรวจพบว่า ร้อยละ 82.1 มีการใช้สมาร์ทโฟน ร้อยละ 54.7 มีการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) ร้อยละ 45.2 มีการใช้คอมพิวเตอร์พกพา (laptop) และร้อยละ 21.1 มีการใช้แทบเล็ต ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และเมื่อเจาะจงไปถึงสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย; social media) พบว่าร้อยละ 92.1, 85.1, 43.9 และ 21.0 ใช้บริการเฟสบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (LINE) อินสตาแกรม (Instagram) และทวิตเตอร์ (Twitter) ตามลำดับ

          จากข้อมูลดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตกำลังมีบทบาทมากขึ้นในสังคมไทยที่พัฒนาขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดีย ที่เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารของผู้คน ที่รวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย จนอาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสื่อสารและการบริโภคของคนไทยไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับยุคก่อนหน้าที่อินเทอร์เน็ตจะแพร่หลาย ดังนั้น หากนักกำหนดอาหารสามารถเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ก็จะทำให้สามารถใช้ช่องทางการติดต่อสื่อสารใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสและความท้าทายใหม่ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งวิชาชีพนักกำหนดอาหาร ผู้ป่วย ผู้บริโภค บุคคลทั่วไป สังคมไทย และสังคมโลกต่อไปในอนาคต

พลังของโซเชียลมีเดียในการสื่อสารทางโภชนาการ

          ในปัจจุบัน การใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารทางสุขภาพเป็นที่นิยมมากขึ้นทั่วโลก โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการสื่อสารทางสุขภาพในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไปจนถึงการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทางสุขภาพ ที่ทำให้เข้าถึงประชากรได้จำนวนมากขึ้นและสะดวกขึ้น เกิดช่องทางในการติดต่อสื่อสาร ทั้งระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยกับผู้ป่วย ที่นอกจากจะช่วยไขข้อสงสัยของผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว ในบางครั้งยังเป็นการทำให้เกิดการเกื้อหนุนทางสังคม (social support) และยังเป็นการช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ และทำให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับรู้เกี่ยวกับประสบการณ์และทัศนคติของผู้ป่วยมากขึ้นอีกด้วย และในบางครั้ง กระแสบนโซเชียลมีเดีย อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่นส่งผลต่อการกำหนดนโยบายระดับประเทศทางด้านสุขภาพได้เช่นกัน ปัจจุบันในประเทศไทย มีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากจากหลากหลายวิชาชีพ ใช้เฟสบุ๊กเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร และให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักจิตวิทยา พยาบาล นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงนักกำหนดอาหาร เป็นต้น

          อย่างไรก็ตาม การใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารทางสุขภาพ ก็มีข้อจำกัดและข้อควรระวังด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือความน่าเชื่อถือและคุณภาพของข้อมูล เพราะข้อมูลสามารถถูกส่งต่อแพร่หลายได้ง่ายดายและรวดเร็ว จึงทำให้ข้อมูลจำนวนมากขาดการกลั่นกรองและตรวจสอบ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดของผู้คนในสังคม และเกิดผลกระทบทางสุขภาพตามมาได้ นอกจากนั้น ความเป็นส่วนตัวและสิทธิส่วนบุคคลก็เป็นสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องคำนึงถึงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายทางการแพทย์ ข้อมูลผู้ป่วย หรือข้อมูลเฉพาะกลุ่ม ที่หากมีการเผยแพร่ออกไปผ่านโซเชียลมีเดีย ก็อาจเกิดผลกระทบได้ ทั้งต่อตัวเจ้าของข้อมูล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

          ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของโซเชียลมีเดียคือตัวข้อมูลที่เผยแพร่เอง เพราะข้อมูลที่เผยแพร่สามารถเข้าถึงได้จากกลุ่มประชากรที่หลากหลาย การสื่อสารทางสุขภาพผ่านโซเชียลมีเดียจึงต้องมีความรอบคอบ รัดกุม และไม่ทำให้เกิดข้อสงสัยหรือความเข้าใจผิดแก่ผู้คนในสังคมได้ ในต่างประเทศมีกรณีศึกษาเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียกับโรคการกินผิดปกติ (eating disorder) โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากกระแสทางโภชนาการที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริโภคอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ทำให้วัยรุ่นที่ไม่เข้าใจประเด็นนี้ เกิดความวิตกกังวลและเครียด จนนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมการกินผิดปกติ เกิดผลกระทบทางสุขภาพตามมาได้

          สำหรับกรณีศึกษาของการสื่อสารทางโภชนาการผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้เขียนได้มีประสบการณ์ในการสร้างแฟนเพจ (fanpage) บนเฟสบุ๊ก เกี่ยวกับการสื่อสารทางโภชนาการแก่บุคคลทั่วไป ในชื่อแฟนเพจ ‘เมื่อวานป้าทานอะไร?’ (http://www.facebook.com/whatdidsheeat) โดยเป็นการนำเสนอข้อมูลทางอาหาร โภชนาการ และการกำหนดอาหารในรูปแบบของสื่ออินโฟกราฟฟิก (infographic) ซึ่งเป็นการนำเสนอโดยการใช้รูปกราฟฟิกเป็นตัวสื่อสารแทนการพิมพ์ข้อมูลในรูปแบบตัวอักษรจำนวนมาก พบว่าการสื่อสารโดยใช้สื่ออินโฟกราฟฟิกผ่านเฟสบุ๊ก สามารถเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ตัวอย่างเช่นอินโฟกราฟฟิกเกี่ยวกับชานมไข่มุก (รูปที่ 1) ได้รับการเผยแพร่จากผู้ใช้เฟสบุ๊กถึง 3,574 ครั้ง เข้าถึงผู้ใช้เฟสบุ๊กได้มากถึง 75,202 คน โดยผู้ใช้เฟสบุ๊กที่มีปฏิสัมพันธ์กับอินโฟกราฟฟิก (กดเข้ามาอ่าน กด’ถูกใจ’ แสดงความคิดเห็น หรือกด ‘เผยแพร่’) มีจำนวน 44,683 คน

ก

รูปที่ 1 ตัวอย่างอินโฟกราฟฟิกเกี่ยวกับชานมไข่มุก

          เมื่อจำแนกตามประเภทของเนื้อหาของสื่ออินโฟกราฟฟิก พบว่าเนื้อหาเกี่ยวกับพลังงานและปริมาณน้ำตาลในอาหาร ได้รับความนิยมสูงสุด โดยสามารถเข้าถึงผู้ใช้เฟสบุ๊กโดยเฉลี่ย 46,290 คน และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้เฟสบุ๊กโดยเฉลี่ย 18,726 คนต่อการเผยแพร่ (โพสต์) 1 ครั้ง เนื้อหาอื่นๆ ก็เช่น โภชนาการกับการควบคุมน้ำหนัก สามารถเข้าถึงผู้ใช้เฟสบุ๊กโดยเฉลี่ย 35,731 คน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้เฟสบุ๊กโดยเฉลี่ย 9,220 คนต่อการโพสต์ 1 ครั้ง และเนื้อหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สามารถเข้าถึงผู้ใช้เฟสบุ๊กโดยเฉลี่ย 25,824 คน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้เฟสบุ๊กโดยเฉลี่ย 8,733 คนต่อการโพสต์ 1 ครั้ง

          กล่าวโดยสรุปแล้ว โซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีพลัง และสามารถเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก จึงมีการนำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารทางสุขภาพในหลากหลายมิติ และด้วยเหตุนี้ การใช้โซเชียลมีเดียจึงอาจก่อให้เกิดประโยชน์หรือโทษมหาศาลก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานในการควบคุมดูแลให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดหรือไม่ นักกำหนดอาหารเป็นอีกวิชาชีพที่สามารถใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารและการให้ความรู้ทางโภชนาการที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนถึงประเด็นที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารข้อมูลที่ผิด ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือความเป็นส่วนตัวและสิทธิส่วนบุคคล เป็นต้น

สารสนเทศศาสตร์ทางโภชนาการกับการสร้างฐานข้อมูลสำหรับนักกำหนดอาหาร

          ในปัจจุบันมีการใช้สารสนเทศศาสตร์กับงานทางด้านสุขภาพเป็นจำนวนมาก นอกจากการสื่อสารทางสุขภาพโดยใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ได้กล่าวไปข้างต้น ยังมีการประยุกต์ใช้สารสนเทศศาสตร์และเทคโนโลยีอื่น ๆ ด้วย เช่น การใช้ระบบแฟ้มข้อมูลผู้ป่วยออนไลน์ ที่สามารถช่วยลดการใช้การบันทึกข้อมูลลงในกระดาษได้ การสำรวจและวิจัยโดยใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ ที่สามารถทำให้ประหยัดเวลาและต้นทุนของงานวิจัยได้ การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์และสถิติเพื่อช่วยในการจัดระเบียบข้อมูลและวิเคราะห์ผลลัพธ์ในงานวิจัย ไปจนถึงการจัดการข้อมูลทางสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมและจัดหมวดหมู่งานวิจัย ไปจนถึงการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์แบบอภิมาน (systematic review and meta-analysis)

สำหรับนักกำหนดอาหาร นอกจากประเด็นในเรื่องของการสื่อสารทางโภชนาการกับบุคคลทั่วไป นักกำหนดอาหารก็สามารถประยุกต์ใช้สารสนเทศศาสตร์กับงานทางโภชนาการได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านโภชนาการคลินิกและการกำหนดอาหาร การบริหารจัดการงานโภชนบริการ โภชนาการชุมชนและสาธารณสุข ไปจนถึงการวิจัยทางด้านโภชนาการ เป็นต้น สำหรับบทความนี้จะเน้นไปที่การจัดการข้อมูล (knowledge acquisition) ทางด้านโภชนาการและการกำหนดอาหาร ที่ยังเป็นประเด็นที่ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาสำหรับวิชาชีพนักกำหนดอาหารในประเทศไทยต่อไป

สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (Academy of Nutrition and Dietetics) เป็นหน่วยงานหนึ่งทางด้านโภชนาการและการกำหนดอาหาร ที่มีการประยุกต์ใช้สารสนเทศศาสตร์ทางโภชนาการ กับการจัดการข้อมูลจำนวนมากอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยเมื่อเข้าถึงเว็บไซต์ของสมาคมฯ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต (http://www.eatrightpro.org) จะพบว่ามีข้อมูลจำนวนมากที่นักกำหนดอาหารที่เป็นสมาชิก สามารถเข้าถึงได้ เช่น คลังข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย (evidence-analysis library; EAL) เอกสารแสดงความคิดเห็นและกรอบการปฏิบัติงาน (position and practice paper) วารสารวิชาการออนไลน์ บทเรียนออนไลน์ และร้านค้าออนไลน์ ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของนักกำหนดอาหารทั่วประเทศ ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับนักกำหนดอาหารในสื่อทั่วไป บทความแสดงทรรศนะเกี่ยวกับนโยบายรัฐและการมีส่วนร่วมของสมาคมฯ ในด้านโภชนาการและการกำหนดอาหาร และการเชื่อมโยงเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ คือ เฟสบุ๊ก และทวิตเตอร์

ข้อมูลจำนวนมากที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสมาคมฯ แต่เป็นข้อมูลที่มีการเผยแพร่จากหน่วยงานหรือสื่ออื่น ๆ แต่สมาคมฯ สามารถรวบรวมและจัดหมวดหมู่ให้นักกำหนดอาหารที่เป็นสมาชิกสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สามารถสืบค้นข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว  และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายให้สามารถมองเห็นภาพรวมของข้อมูลในหมวดหมู่นั้น ๆ ได้ จึงนับเป็นตัวอย่างที่ดีมากตัวอย่างหนึ่ง สำหรับงานสารสนเทศศาสตร์ทางโภชนาการ

สำหรับกรณีศึกษาของการใช้สารสนเทศศาสตร์ทางโภชนาการ ผู้เขียนได้มีประสบการณ์ในการสร้างเว็บไซต์เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาหาร โภชนาการ และการกำหนดอาหาร สำหรับนักกำหนดอาหารวิชาชีพในประเทศไทย ให้ได้มีแหล่งข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ She Academy (http://www.sheacademy.in.th) โดยได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2558 เริ่มต้นเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน ระยะเวลา 3 เดือน (มีนาคม พ.ศ. 2559) มีเนื้อหาทั้งสิ้น 38 บทความ มีการเข้าถึงจำนวน 6,828 ครั้ง โดยผู้เข้าชมจำนวน 1,725 คน ผู้เข้าชมแต่ละคนเข้าถึงบทความโดยเฉลี่ย 2.37 บทความต่อครั้งของการเข้าชม ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 2 นาที 31 วินาทีต่อครั้ง ผู้เข้าชมจำนวน 68.64% เข้าถึงเว็บไซต์มากกว่า 1 ครั้ง

หัวข้อในเว็บไซต์ She Academy มีความครอบคลุมทั้งในส่วนของเนื้อหาทางวิชาการ (วิทยาศาสตร์ทางโภชนาการ โภชนบำบัดทางการแพทย์ กระบวนการดูแลทางโภชนาการ และการบริหารจัดการทางโภชนบริการ) ข่าวประชาสัมพันธ์ และบทความสร้างแรงบันดาลใจ (บทความสนทนากับผู้รู้ และบทความคำถามปลายเปิด) รวมถึงบทความที่สนับสนุนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ (รูปที่ 2)

ข

รูปที่ 2 ตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ She Academy

          นอกจากหน้าเว็บไซต์ ผู้เขียนและคณะผู้จัดทำเว็บไซต์ยังได้มีการเชื่อมโยงเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เช่น เฟสบุ๊ก และไลน์ เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าถึง และความสะดวกในการเข้าถึงของผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

นักกำหนดอาหาร สมาร์ทโฟน และ Internet of Things

          ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่นักกำหนดอาหารควรรู้คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet of Things (IoT) เพราะเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่สำคัญและกำลังมีบทบาทมากขึ้นในโลกปัจจุบัน และอาจเปลี่ยนโฉมหน้าของเทคโนโลยีในอนาคตได้

          IoT คือการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้วัตถุสิ่งของทั่วไป มีความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และสามารถส่ง-รับข้อมูลซึ่งกันและกันได้ โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ป้อนข้อมูลเข้าไปในเครือข่าย มีการประเมินกันว่ามูลค่าทางการตลาดทั่วโลก ของ IoT เฉพาะในงานด้านการดูแลสุขภาพ (healthcare) จะเพิ่มสูงขึ้นถึงมากกว่า 117,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก และสามารถสร้างผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมได้กว้างขวาง

          ในปัจจุบัน การประยุกต์ใช้ IoT ในงานด้านการดูแลสุขภาพเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็เช่น การตรวจติดตามผู้ป่วยด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่สามารถตรวจระดับน้ำตาลในเลือด แล้วส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การดูแลได้โดยอัตโนมัติ หรือระบบการแพทย์ทางไกล (telehealth) ที่บุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยสนทนา และให้การวินิจฉัยทางการแพทย์ รวมถึงคำแนะนำต่าง ๆ ได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย ช่วยให้การติดตามเป็นไปได้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพได้มากขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้งาน IoT บางประการ เช่น อาจทำให้ผู้ป่วยละเลยการมาพบกับบุคลากรทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลเมื่อจำเป็น ความสม่ำเสมอและความต่อเนื่องของการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่อาจเกิดช่องโหว่ทางอินเทอร์เน็ตที่นำไปสู่การใช้งานผิดประเภทหรือความเสียหายได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์และความคุ้มค่า ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนา IoT นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเชื่อได้ว่าจะมีการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เทคโนโลยีมีความปลอดภัย และมีความสะดวกที่เพิ่มขึ้นสำหรับการใช้งานในอนาคต

          ตัวอย่างของอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบ IoT ที่เกี่ยวข้องกับการปรับพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไปอย่างแพร่หลาย คืออุปกรณ์ในกลุ่มสายรัดข้อมือ (เช่น Fitbit®, Up® by Jawbone) ที่สามารถตรวจจับคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น การเต้นของหัวใจ จำนวนก้าวเดิน คุณภาพการนอนหลับ ฯลฯ อุปกรณ์เหล่านี้จะทำการส่งสัญญาณไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ เพื่อรายงานข้อมูลออกมาในรูปแบบที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่น ตาราง แผนภาพ อินโฟกราฟฟิก ฯลฯ รวมถึงผู้ใช้เองสามารถบันทึกข้อมูล เช่น ปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ส่วนสูง น้ำหนัก เพื่อให้ระบบสามารถคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น

          ช่องทางในการสื่อสารในระบบของ IoT จำนวนมาก จะผ่านโปรแกรมในสมาร์ทโฟน ที่เรียกว่า แอพพลิเคชั่น (application; apps) ในปัจจุบันแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมาก แม้ว่าแอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะยังไม่มีระบบเชื่อมต่อแบบ IoT กับอุปกรณ์อื่น ๆ มากมายนัก (ยังคงต้องอาศัยผู้ใช้งานในการป้อนข้อมูลเข้าไปยังระบบ) แต่อย่างไรก็ตาม แอพพลิเคชั่นจำนวนมาก ก็ได้รับการพัฒนาให้อาศัยข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องป้อนเข้าไปให้น้อยที่สุด และพึ่งพาระบบภายในของแอพพลิเคชั่นให้มากที่สุด

          เนื่องจากประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพ อาหารการกิน และการออกกำลังกาย เป็นที่นิยมจากผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยจึงได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นติดตามการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายออกมาจำนวนมากเช่นกัน นักกำหนดอาหารสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเหล่านี้มาใช้งาน และอาจประยุกต์เข้ากับการให้คำแนะนำทางโภชนาการได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแอพพลิเคชั่นจำนวนมาก ไม่ได้พัฒนาโดยบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพ จึงต้องคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของข้อมูลด้วยเช่นกัน

          ในต่างประเทศ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (Academy of Nutrition and Dietetics) และสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งแคนาดา (Dietitians of Canada) เป็นหน่วยงานทางด้านโภชนาการและการกำหนดอาหารที่มีการประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่นเข้ามาใช้ในการสื่อสารทางโภชนาการเป็นอย่างมาก มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นจำนวนมากสำหรับการเผยแพร่ข้อมูลทางด้านอาหารและโภชนาการ เช่น แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำอาหารสุขภาพได้ด้วยตนเอง แอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับความปลอดภัยทางอาหาร แอพพลิเคชั่นวารสารด้านอาหารและโภชนาการ ไปจนถึงแอพพลิเคชั่นที่ช่วยในการทำงานของนักกำหนดอาหาร เช่น แอพพลิเคชั่นที่สามารถคำนวณความต้องการพลังงานและสารอาหารของผู้ป่วยแต่ละราย แอพพลิเคชั่นรวบรวมแนวปฏิบัติทางโภชนาการ แอพพลิเคชั่นวารสารวิชาการของสมาคมฯ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย ในปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นในการติดตามการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย ที่พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ชื่อแอพพลิเคชั่น ‘FoodiEat’ ผู้ที่ต้องการใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบ IOS และระบบ Android โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการแอพพลิเคชั่นแรก ที่ดำเนินการพัฒนาโดยที่มีนักโภชนาการ นักกำหนดอาหารเข้าไปเกี่ยวข้องในขั้นตอนการพัฒนา

          สำหรับผู้เขียน ได้มีประสบการณ์ในการมีส่วนร่วมให้คำแนะนำในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นติดตามการรับประทานอาหารของบุคคลทั่วไป ร่วมกับโครงการจัดการความรู้สุขภาพผ่านสื่อและเทคโนโลยีออนไลน์ มูลนิธิหมอชาวบ้าน บริษัทโอเพนดรีม จำกัด และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้ชื่อแอพพลิเคชั่น ‘แชะก่อนหม่ำ’ เป็นแอพพลิเคชั่นที่ผู้ใช้งานสามารถถ่ายรูปอาหารที่บริโภคในแต่ละมื้อ จากนั้นจึงบันทึกข้อมูลปริมาณ ‘หน่วยบริโภค’ ของอาหารแต่ละหมวดหมู่ ซึ่งข้อมูลนั้นจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อแนะนำอาหารที่ควรได้รับต่อวัน (ธงโภชนาการ) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถบริโภคอาหารได้ในปริมาณที่เหมาะสม (รูปที่ 3)

          โดยสรุปแล้ว IoT เป็นระบบที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในสังคมที่เทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้นทุกวัน และอาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันในอนาคต การประยุกต์ใช้ IoT ทางด้านสุขภาพ สามารถทำได้หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาแอพพลิเคชั่นทางสุขภาพ ทั้งด้านอาหาร โภชนาการ และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และยังเป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับนักกำหนดอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ต้องอาศัยความรู้ที่ถูกต้องทางด้านโภชนาการและการกำหนดอาหารเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการทำให้แอพพลิเคชั่นประสบความสำเร็จ

ค

รูปที่ 3 ตัวอย่างหน้าจอผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่น ‘แชะก่อนหม่ำ’

บทสรุป

          โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับนักกำหนดอาหาร ทั้งในแง่ของการสื่อสารทางโภชนาการ และการประยุกต์ใช้สารสนเทศศาสตร์ในงานโภชนาการ นักกำหนดอาหารที่สนใจและพัฒนาศักยภาพในด้านที่เกี่ยวข้องเหล่านี้สามารถค้นคว้าหาความรู้และสร้างโอกาสได้อย่างไร้ขีดจำกัด และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ อย่างไรก็ตาม การใช้งานโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยี ก็เป็นเหมือนดาบสองคมที่สามารถสร้างผลกระทบในแง่ลบได้ในวงกว้างหากใช้งานอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและเป็นระบบก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

References:

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์. รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2558. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. 2558.

Moorhead SA, Hazlett DE, Harrison L, Carroll JK, Irwin A, Hoving C. A new dimension of health care: systematic review of the uses, benefits, and limitations of social media for health communication. J Med Internet Res. 2013; 15(4): e85.

Rojas M. Social media helps fuel some eating disorders. USA Today. 2014. [Accessed at http://goo.gl/He8MDe] [March 27, 2016]

Academy of Nutrition and Dietetics. Practice Paper of the Academy of Nutrition and Dietetics: Nutrition Informatics. 2012; 112(11): 1859.

Onethatmatters. Internet of things – What is it all about?. 2015. [Accessed at http://goo.gl/wzCqJr] [March 27, 2016]

McCue TJ. $117 Billion Market For Internet of Things In Healthcare By 2020. Forbes. 2015. [Accessed at http://goo.gl/ZmrFZl] [March 27, 2016]

Kramer S. How the Internet of Things will impact health care. Dell Power More. 2015. [Accessed at https://goo.gl/EDIxPL] [March 27, 2016]

Qtooth. Welcome to the wireless world, Jawbone UP24!. Tooth Wireless Living. 2013. [Accessed at http://goo.gl/MlRjUH] [March 27, 2016]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา