Nutrition Care Process ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

วันนี้มาต่อกันที่บทความ guideline แนวปฏิบัติด้านโภชนบำบัดในโรคต่างๆ กันครับ

guideline ที่เอามาเล่าให้ฟังวันนี้ เกี่ยวกับโภชนบำบัดในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจาก Academy of Nutrition and Dietetics (สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา) ครับ ค่อนข้างเก่าพอสมควรแล้วครับ (อัพเดทล่าสุดปี 2009) แต่ผมคิดว่าเนื้อหายังคงน่าสนใจ และเอามาใช้ได้อยู่ครับ รูปแบบก็ยังคงเหมือนกับ content เกี่ยวกับ nutrition care process ในโรคอื่นๆ คือเรื่มจาก Screening > Assessment > Intervention > Monitoring and Evaluation ครับ

การคัดกรองทางโภชนาการและการส่งต่อมายังนักกำหนดอาหาร

  • ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ควรได้รับโภชนบำบัดทางการแพทย์ (MNT) จากนักกำหนดอาหาร โดยมุ่งเน้นไปที่การป้องกันและบำบัดภาวะน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ และโรคร่วมอื่นๆ นอกเหนือจาก COPD

การประเมินภาวะโภชนาการ

  • นักกำหนดอาหารควรประเมินน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึง BMI ของผู้ป่วย งานวิจัยระบุว่าผู้ป่วย COPD ที่มีน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ มีโอกาสในการเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีน้ำหนักลดลง 2 เท่า
  • นักกำหนดอาหารควรประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย COPD โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ งานวิจัยระบุว่าผู้ป่วย COPD มีความสามารถในการดูแลตนเองในชีวิตประจำวันที่ลดลง และผู้ป่วยที่มี BMI ต่ำ มักจะมีระดับการทำงานของปอดที่ต่ำกว่า หายใจลำบากกว่า และมีการบริโภคอาหารน้อยกว่า
  • นักกำหนดอาหารควรประเมินองค์ประกอบของร่างกาย (body composition) ในผู้ป่วย COPD ที่ไม่มีอาการเฉียบพลันกำเริบ งานวิจัยระบุว่าในผู้ป่วย COPD แม้จะมีระดับ BMI เท่ากับผู้ที่ไม่มี COPD แต่องค์ประกอบของร่างกายมักแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของมวลกล้ามเนื้อ และมวลกระดูก ที่มักมีน้อยกว่าผู้ที่ไม่มี COPD
  • นักกำหนดอาหารควรประเมินความต้องการพลังงานของผู้ป่วย COPD โดยการใช้ indirect calorimetry เนื่องจากความต้องการพลังงานต่อวันของผู้ป่วย COPD มีความแตกต่างกันมาก หากใช้สมการคำนวณความต้องการพลังงาน นักกำหนดอาหารควรคำนึงถึงระดับของภาวะการอักเสบ และระดับของกิจกรรมทางกาย ที่จะเพิ่มความต้องการพลังงานของผู้ป่วยได้
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำการตรวจคัดกรองมวลกระดูกในผู้ป่วย COPD งานวิจัยระบุว่าผู้ป่วย COPD มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนและกระดูกสันหลังหักได้มากกว่าผู้ที่ไม่มี COPD

การให้โภชนบำบัด-คำแนะนำทางโภชนาการ

  • หากผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้อาหารทางการแพทย์ นักกำหนดอาหารควรแนะนำการเลือกอาหารทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับการยอมรับของผู้ป่วย มากกว่าการเลือกอาหารทางการแพทย์ที่มีสัดส่วนของไขมัน/คาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนแปลงไป หลักฐานทางวิชาการที่บ่งชี้ว่าสัดส่วนของสารอาหารหลักในอาหารทางการแพทย์ที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย COPD มีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนคำแนะนำนี้
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำการดื่มอาหารทางการแพทย์ปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง งานวิจัยระบุว่าการเสริมอาหารทางการแพทย์ทีละน้อย แบ่งเป็นมื้อย่อยๆ สามารถช่วยลดการเกิดภาวะหายใจลำบากหลังการบริโภคอาหาร และไม่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความอิ่มจนหายใจลำบาก ซึ่งจะช่วยทำให้การยอมรับอาหารทางการแพทย์ดีขึ้นได้
  • ผู้ป่วย COPD ที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และมี BMI ต่ำกว่า 20 ร่วมกับภาวะน้ำหนักลดอย่างไม่ตั้งใจ และบริโภคอาหารทางปากได้น้อย หรือมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะทุพโภชนาการ ควรได้รับคำแนะนำให้เสริมอาหารทางการแพทย์ งานวิจัยระบุว่าการเสริมอาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยในเป็นระยะเวลา 7-12 วันช่วยเพิ่มปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ได้รับได้
  • ผู้ป่วย COPD ที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล (ผู้ป่วยนอก) และมี BMI ต่ำกว่า 20 ร่วมกับภาวะน้ำหนักลดอย่างไม่ตั้งใจ และบริโภคอาหารทางปากได้น้อย หรือมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะทุพโภชนาการ ควรได้รับคำแนะนำให้เสริมอาหารทางการแพทย์ งานวิจัยระบุว่าการเสริมอาหารทางการแพทย์ช่วยเพิ่มปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ได้รับ รวมถึงทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เมื่อเสริมร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
  • ผู้ป่วย COPD ที่มีภาวะกระดูกบางหรือกระดูกพรุน นักกำหนดอาหารควรแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ และควรแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้ผู้ป่่วย COPD บริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับสารอาหารเพียงพอตามเกณฑ์ที่กำหนด (DRI) สำหรับวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี งานวิจัยระบุว่าระดับวิตามินเหล่านี้ในเลือดของผู้ป่วย COPD มักมีระดับที่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่มี COPD แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีงานวิจัยที่ระบุถึงผลของการได้รับวิตามินเหล่านี้เกินความต้องการต่อวัน
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้ผู้ป่วย COPD บริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับกรดไขมันโอเมก้าสามอย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีงานวิจัยที่ระบุถึงผลของการได้รับกรดไขมันโอเมก้าสามเกินความต้องการต่อวัน
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้ผู้ป่วย COPD เข้าใจว่าการดื่มนมและบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมไม่มีความเกี่ยวข้องกับการผลิตเยื่อเมือกต่างๆ ในระบบทางเดินหายใจ งานวิจัยระบุว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมกับการสร้างเยื่อเมือก และระดับสมรรถภาพปอดแต่อย่างใด
  • นักกำหนดอาหารควรทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เพื่อให้โภชนบำบัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแลผู้ป่วย COPD แบบสหสาขาวิชาชีพ ในการดูแลทางการแพทย์ร่วมกับการฟื้นฟูร่างกาย (rehabilitation) ทั้งในด้านโภชนาการ การดูแลตนเองของผู้ป่วย และการออกกำลังกาย
  • นักกำหนดอาหารควรสนับสนุนให้มีการใช้ออกซิเจนเสริมในผู้ป่วย COPD ที่มีอาการของโรคจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันตามปกติที่เกี่ยวข้องกับการมีภาวะโภชนาการที่ดีได้ (เช่นไม่สามารถบริโภคอาหารได้เพียงพอเพราะเหนื่อย ไม่สามารถออกนอกบ้านเพื่อไปซื้ออาหารได้ ฯลฯ) งานวิจัยระบุว่าการใช้ออกซิเจนเสริมสามารถช่วยทำให้ผู้ป่วย COPD สามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้ด้วยตนเองมากขึ้น
  • นักกำหนดอาหารควรทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพในการสนับสนุนการใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย COPD โดยการช่วยตรวจสอบอันตรกิริยาระหว่างยาและสารอาหาร รวมถึงผลข้างเคียงของยาที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการ

การติดตามและประเมินผลทางโภชนาการ

  • นักกำหนดอาหารควรติดตามประเมินตัวชี้วัดทางโภชนาการที่เกี่ยวข้องในการประเมินภาวะโภชนาการ ประกอบด้วย น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไป คุณภาพชีวิต และองค์ประกอบของร่างกาย

Reference: Academy of Nutrition and Dietetics. Chronic Obstructive Pulmonary Disease (COPD) Guideline Evidence Analysis Library. 2009. [Accessed at http://andeal.org/topic.cfm?menu=5301&cat=3708]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา