Nutrition Care Process ในผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดผิดปกติ

ในปี 2011 Academy of Nutrition and Dietetics (สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา) ได้ออกไกด์ไลน์เกี่ยวกับโรคไขมันในเลือดผิดปกติมา สำหรับนักกำหนดอาหารในการให้การดูแลด้านโภชนบำบัดครับ วันนี้เลยขออนุญาตเอามาเล่าให้ฟังกัน รูปแบบก็จะคล้ายๆ Nutrition Care Process ในโรคอื่นๆ คือเรื่มจาก Screening > Assessment > Intervention > Monitoring and Evaluation ครับ

การคัดกรองทางโภชนาการและการส่งต่อมายังนักกำหนดอาหาร

  • เมื่อผู้ป่วยมีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โดยเฉพาะ LDL-C หรือมีโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) แล้ว ควรมีการส่งต่อมายังนักกำหนดอาหารเพื่อการให้โภชนบำบัดที่เหมาะสม ผู้ป่วยที่ได้พบนักกำหนดอาหารหลายครั้ง โดยเฉลี่ย 45 นาที/ครั้ง (30 – 60 นาที) เป็นระยะเวลา 6 – 12 สัปดาห์ สามารถลดการบริโภคไขมันลงได้ 5-8% ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว 2-4% และสามารถลดพลังงานที่บริโภคได้ 232 – 710 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Total cholesterol ลดลง 7 – 21% LDL-C ลดลง 7 – 22% และ Triglycerides ลดลง 11 – 31%
  • นักกำหนดอาหารควรพบกับผู้ป่วยมากกว่า 2 ครั้ง (ตั้งแต่ 3– 6 ครั้ง) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของโภชนบำบัด การศึกษาพบว่าจำนวนครั้งของการพบนักกำหนดอาหารสัมพันธ์กับระดับ LDL-C ที่ลดลง (21% เมื่อพบ 4 ครั้ง (180 นาที) เปรียบเทียบกับ 12% เมื่อพบ 2 ครั้ง (120 นาที) และระดับ Total cholesterol (ลดลง 19% เมื่อพบ 4 ครั้ง เปรียบเทียบกับ 12% เมื่อพบ 2 ครั้ง)
  • หากผู้ป่วยใช้ยาลดระดับไขมันในเลือดอยู่ ผู้ป่วยควรพบนักกำหนดอาหารอย่างน้อย 3 ครั้ง โดยเฉลี่ย 45 นาที/ครั้ง ในระยะเวลา 6 – 8 สัปดาห์ เพื่อให้ระดับไขมันในเลือดดีขึ้น มีการศึกษา 3 งานระบุว่าการให้โภชนบำบัดโดยนักกำหนดอาหารสามารถช่วยลดปริมาณยาลดระดับไขมันในเลือดที่ผู้ป่วยต้องใช้ได้ การศึกษาแบบย้อนหลัง 2 งานพบว่าผู้ป่วย 50% สามารถลดการใช้ยาลดระดับไขมันในเลือดได้หลังจากได้รับโภชนบำบัด ในงานวิจัยแบบ Randomized Controlled Trial พบว่าหลังจาก 12 เดือน กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับโภชนบำบัดทุกรายไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดระดับไขมันในเลือด แต่กลุ่มควบคุมมี 6 จาก 44 รายที่ต้องใช้ยา ซึ่งคิดเป็นเงินเฉลี่ย $446 ต่อเดือน (ในปี 1995) ในช่วงเดือนที่ 7 ถึง 12 ของงานวิจัย

การประเมินภาวะโภชนาการ

  • การประเมินการบริโภคอาหาร นักกำหนดอาหารควรประเมินการบริโภคอาหาร/การได้รับสารอาหารของผู้ป่วยผู้ใหญ่ ที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ดังต่อไปนี้
    • อาหาร เครื่องดื่ม และสารอาหารที่ได้รับ
      • ปริมาณพลังงานที่ได้รับ ปริมาณหน่วยของอาหารที่บริโภค รูปแบบการบริโภคอาหารมื้อหลัก-มื้อย่อย ปริมาณไขมัน ประเภทของไขมัน ปริมาณคอเลสเตอรอล คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร และสารอาหารรองอื่นๆ
      • สารสำคัญอื่นๆ (เช่น แอลกอฮอล์ สตานอล สเตอรอล โปรตีนถั่วเหลือง น้ำมันปลา ฯลฯ)
    • ประวัติการบริโภคอาหาร
      • ประวัติการบริโภคอาหารทั้งในอดีตและปัจจุบัน คำสั่งอาหาร ประสบการณ์เกี่ยวกับอาหาร ปัจจัยอื่นๆ ทางสังคมและวัฒนธรรมที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
      • สิ่งแวดล้อมขณะบริโภคอาหาร ความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้าน
    • ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ ที่ผู้ป่วยใช้อยู่
    • ความรู้ ความเชื่อ ทัศนคติ ความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แรงจูงใจ ความมั่นใจในตนเอง
    • พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ความสม่ำเสมอของการปฏิบัติตามคำแนะนำ รูปแบบการบริโภคอาหารที่อาจผิดปกติ ช่วงเวลาและระยะเวลาในการบริโภคอาหาร
    • ปัจจัยอื่นๆ ทางจิตวิทยา เศรษฐฐานะ ที่อาจส่งผลต่อการบริโภคอาหารได้
    • ระดับของกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย แบบแผนการนอนหลับ
  • ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา นักกำหนดอาหารควรประเมินเพื่อให้สามารถวินิจฉัยปัญหาทางโภชนาการ และวางแผนการให้คำแนะนำทางโภชนาการได้อย่างเหมาะสม วิธีการซักประวัติการบริโภคอาหารสามารถใช้วิธีใดก็ได้ที่ได้รับการยอมรับและเหมาะสมตามสถานการณ์ เช่น การซักประวัติการบริโภคอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง (24-hr recall) หรือการจดบันทึกอาหาร (food record) เป็นต้น นักกำหนดอาหารอาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์สารอาหารที่ได้รับได้ เช่นใช้โปรแกรมวิเคราะห์สารอาหารต่างๆ รวมถึงสามารถใช้ฉลากโภชนาการมาเป็นตัวช่วยประเมินการได้รับสารอาหารได้
  • การประเมินองค์ประกอบของร่างกาย นักกำหนดอาหารควรประเมินดัชนีมวลกาย (BMI) ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น เส้นรอบเอว (WC) อัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อสะโพก (WHR) เพื่อประเมินความอ้วนและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ การประเมิน BMI เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบ่งชี้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 65 ปีได้ WC, WHR และ BMI ยิ่งมาก ยิ่งสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) และอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • การประเมินผลทางห้องปฏิบัติการ นักกำหนดอาหารควรประเมินผลทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงกระบวนการอื่นๆ ทางการแพทย์ ดังต่อไปนี้: lipid profile (total cholesterol, HDL-C, LDL-C, Triglycerides), ความดันโลหิต, fasting glucose
    • รวมถึงตัวชี้วัดอื่นๆ เช่น Lipoprotein(a), HbA1C, 25-OH Vitamin D, Thyroid function test, C-reactive protein ด้วย หากมีข้อมูลตัวชี้วัดดังกล่าวในแฟ้มประวัติ
  • การประเมินประวัติการรักษา และการตรวจร่างกายทางโภชนาการ นักกำหนดอาหารควรประเมินประวัติการรักษา เพื่อให้ทราบถึงโรคร่วมของผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้น เช่น โรคอ้วนลงพุง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคเอดส์ รวมถึงภาวะแพ้อาหาร เป็นต้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูงมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร่วมสูงขึ้นกว่าปกติ นักกำหนดอาหารควรมีการตรวจ/สังเกตร่างกายผู้ป่วยทางโภชนาการด้วย เพื่อประเมินตัวชี้วัด เช่น การสะสมของไขมันที่หน้าท้อง การสะสมของไขมันผิดที่ (lipodytrophy) ภาวะบวมน้ำ รวมถึงตัวชี้วัดภาวะไขมันในเลือดผิดปกติจากกรรมพันธุ์ เช่น xanthoma, xanthelasma, corneal arcus และ palmar discoloration เป็นต้น
  • การประเมินความต้องการพลังงานและสารอาหาร นักกำหนดอาหารควรประเมินความต้องการพลังงานโดยใช้ Indirect calorimetry แต่หากไม่สามารถใช้ได้ ก็สามารถใช้สมการเพื่อทำนายความต้องการพลังงานได้ โดยคำนึงถึงเป้าหมายเพื่อการลดน้ำหนัก หรือทำให้น้ำหนักคงที่ หลังจากที่ทราบความต้องการพลังงานแล้ว ให้ทำการกระจายสัดส่วนของสารอาหารดังนี้
    • ไขมันรวม 25-35% ของพลังงานทั้งหมด (ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ <7% ของพลังงานทั้งหมด)
    • โปรตีนรวม 15-20% ของพลังงานทั้งหมด (เลือกทั้งโปรตีนจากสัตว์และจากพืชร่วมกัน)
    • คาร์โบไฮเดรตรวม 45-60% ของพลังงานทั้งหมด (เน้นข้าวแป้ง ธัญพืชไม่ขัดสี ผักผลไม้ที่มีใยอาหารสูง หลีกเลี่ยงข้าวแป้ง ธัญพืชที่ผ่านการขัดสีแล้ว)
  • การเปรียบเทียบอาหารและสารอาหารที่ได้รับ กับความต้องการพลังงานและสารอาหาร จะช่วยให้นักกำหนดอาหารสามารถวางแผนการให้คำแนะนำให้แก่ผู้ป่วยเป็นรายบุคคลได้ โดยควรเน้นไปที่การปรับพฤติกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการพลังงานและสารอาหารที่คำนวณได้ และควรเป็นคำแนะนำเฉพาะบุคคล*

*เพิ่มเติมผู้เขียน: กรณีก็เช่น ถ้าเกิดผู้ป่วยคนหนึ่ง มีปัญหาคือกินไขมันเกินมากๆ ก็เน้นแนะนำไปที่วิธีการลดไขมันในอาหาร แต่ผู้ป่วยอีกคนหนึ่ง กินผลไม้เยอะมาก ก็เน้นไปแนะนำวิธีการลดการบริโภคผลไม้แทน ไม่ได้แนะนำทุกอย่างกับทุกคนเหมือนๆ กัน

การให้โภชนบำบัด-คำแนะนำทางโภชนาการ

  • หากผู้ป่วยยอมรับได้ และไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตราย นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้ผู้ป่วยบริโภคอาหารที่เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 (หลักๆ คือจากปลา) เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยควรบริโภคประมาณ 2 ครั้ง/สัปดาห์ (ประมาณ 4 oz. หรือ 120 กรัมต่อครั้ง) สำหรับผู้ที่ไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ และควรบริโภค 2 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมากกว่า สำหรับผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว งานวิจัยระบุว่า ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ระดับของ DHA และ EPA ในเลือด สัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ และความเร็วในการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว (atherosclerosis)
  • หากผู้ป่วยยอมรับได้ และไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตราย นักกำหนดอาหารสามารถแนะนำให้ผู้ป่วยบริโภคอาหารที่มีปริมาณกรดไขมัน ALA สูง (ไขมันจากพืชที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้) เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ การบริโภค ALA สัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ และอัตราการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้
  • หากผู้ป่วยเลือกที่จะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้าสาม ไม่ว่าจะเป็น EPA อย่างเดียว หรือ EPA + DHA โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นักกำหนดอาหารควรแนะนำว่า
    • ในผู้ที่ไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ (CHD) ไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่สนับสนุนการเสริมกรดไขมันโอเมก้าสาม
    • ในผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่ไม่มีภาวะเจ็บหน้าอก หรือไม่มีการใส่ ICD การเสริมกรดไขมันโอเมก้าสาม 850 มิลลิกรัมต่อวัน (EPA และ/หรือ DHA) ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตเฉียบพลันได้ 45%
    • ในผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ และมีภาวะเจ็บหน้าอก รวมถึงใส่ ICD ไม่แนะนำการเสริมกรดไขมันโอเมก้าสาม
    • ทั้งนี้ การเสริมกรดไขมันโอเมก้าสามมากกว่า 3 กรัมต่อวัน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงในระบบทางเดินอาหารได้
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำแบบแผนอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง เช่น แบบแผนอาหารที่มีส่วนประกอบของผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ที่มีสารอาหารเช่น วิตามินอี วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแคโรทีนอยด์ฮื่นๆ แบบแผนอาหารดังกล่าวนี้มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
  • นักกำหนดอาหารไม่ควรแนะนำการเสริมสารต้านอนุมูลอิสระ ในรูปของวิตามินอี วิตามินซี และ/หรือ เบต้าแคโรทีน เพื่อการป้องกันหรือรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยระบุว่าการเสริมสารเหล่านี้ในปริมาณสูง (มากกว่า DRI) ไม่ได้มีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังอาจก่อให้เกิดอันตราย และทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้นได้
  • หากผู้ป่วยยอมรับได้ และไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตราย นักกำหนดอาหารสามารถแนะนำการบริโภคถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ที่ไม่ได้ผ่านการคั่วหรืออบด้วยเกลือได้ ตราบใดที่พลังงานรวมไม่เกินความต้องการพลังงานต่อวัน งานวิจัยระบุว่าการบริโภคถั่วเมล็ดแห้ง 5 oz. (900 kcal) ต่อสัปดาห์ สัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจที่ลดลง
  • นักกำหนดอาหารควรให้คำแนะนำในเรื่องของแบบแผนการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะการบริโภคไขมัน ให้อยู่ในระดับที่ 25-35% ของพลังงานรวม โดยที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ < 7% ไขมันโดยรวมควรมาจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นหลัก
  • นักำำหนดอาหารควรให้คำแนะนำในเรื่องของการแทนที่พลังงานที่ได้รับจากกรดไขมันอิ่มตัว ด้วยสารอาหารอื่นๆ เช่น คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (จากผักและผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี) โปรตีน หรือไขมันไม่อิ่มตัว
  • หากผู้ป่วยยอมรับได้ และไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตราย นักกำหนดอาหารสามารถแนะนำให้บริโภคอาหารที่มีการเสริมสตานอลและสเตอรอล (plant stanol and sterol) ได้ โดยหากบริโภค ควรบริโภคประมาณ 2-3 ครั้งต่อวัน เพื่อให้ได้ปริมาณสตานอลและสเตอรอล 2-3 กรัมต่อวัน เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลรวม และ LDL-C โดยที่พลังงานโดยรวมยังคงต้องไม่เกินความต้องการพลังงานต่อวัน
  • หากผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้ลดการดื่มแอลกอฮอล์ลงไม่ให้เกิน 1 drink สำหรับเพศหญิง และ 2 drink สำหรับเพศชายต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่หากผู้ป่วยไม่ได้ดื่มแต่แรก ไม่ควรแนะนำให้เริ่มดื่มแต่อย่างใด
  • หากไม่มีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่จะเป็นอันตราย นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้ผู้ป่วยมีการออกกำลังกายชนิดแรงต้าน (resistance exercise) อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีกิจกรรมทางกายชนิดความหนักปานกลาง อย่างน้อย 30 นาทีเกือบหรือทุกวัน โดยเริ่มช้าๆ และในปริมาณน้อย ค่อยๆ เพิ่มจนถึงเป้าหมาย
  • หากผู้ป่วยใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร coenzyme Q10 นักกำหนดอาหารสามารถพูดคุยกับผู้ป่วยเรื่องที่หลักฐานทางวิชาการที่สนับสนุนการใช้ CoQ10 ในโรคหลอดเลือดหัวใจยังมีไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ และให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจเลือกด้วยตนเองว่าจะเสริหรือไม่ การเสริม CoQ10 เพื่อให้ระดับ CoQ10 ในเลือดของผู้ป่วยที่ได้รับยา statins ยังคงมีหลักฐานไม่ชัดเจนและไม่สามารถสรุปได้
  • ผู้ป่วยที่มีโรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) นักกำหนดอาหารควรแนะนำแบบแผนอาหารที่มีการจำกัดพลังงาน โดยลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล และแอลกอฮอล์ลง แต่เพิ่มกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที นักกำหนดอาหารควรตั้งเป้าหมายการลดน้ำหนักที่ประมาณ 7-10% ของน้ำหนักเริ่มต้น แต่ควรพิจารณาเป็นรายบุคคล
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับ Triglycerides มากกว่าหรือเท่ากับ 150 mg/dL นักกำหนดาหารควรแนะนำแบบแผนอาหารที่มีการจำกัดพลังงาน โดยเน้นไปที่การลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและไขมัน แต่เพิ่มกิจกรรมทางกายแทน แหล่งพลังงานไม่ให้สารอาหารอื่นๆ เช่นน้ำตาล และแอลกอฮอล์ ควรจำกัดให้มากที่สุด และควรตั้งเป้าหมายที่การลดน้ำหนักประมาณ 7-10% ของน้ำหนักเริ่มต้น หากผู้ป่วยมีน้ำหนักเกิน
  • ในผู้ป่วยที่มีระดับ Triglycerides สูง นอกจากการปรับพฤติกรรม นักกำหนดอาหารอาจแนะนำให้มีการเสริม EPA และ DHA 2-4 กรัมต่อวัน ภายใต้การดูแลของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด มีงานวิจัยพบว่าการเสริม EPA และ DHA ในระดับสูง สามารถช่วยลดระดับ Triglycerides ในผู้ที่มี Triglycerides เกิน 200 mg/dL ได้
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำแบบแผนอาหารที่มีอาหารที่เป็นแหล่งของโฟเลต วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 เพื่อให้ได้ระดับที่แนะนำใน DRI อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำการเสริมสารอาหารเหล่านี้ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยระบุว่า การเสริมวิตามินบีรวม แม้ว่าอาจจะลดระดับ homocysteine ในเลือดได้ในผู้ที่มีระดับ homocysteine ในเลือดสูง แต่ไม่พบว่าสามารถลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ และยังอาจเกิดโทษมากกว่าประโยชน์ได้ด้วย
  • นักกำหนดอาหารควรแนะนำแบบแผนการบริโภคอาหารที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับใยอาหารอย่างน้อย 25-30 กรัมต่อวัน โดยเน้นไปที่ใยอาหารชนิดละลายน้ำ (7-13 กรัมต่อวัน) โดยเน้นการบริโภคอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ เป็นต้น
  • สำหรับผู้ป่วยที่ต้องลดระดับความดันโลหิตลง นักกำหนดอาหารสามารถแนะนำแบบแผนการบริโภคอาหารแบบ DASH ได้ โดยเน้นการบริโภคผักผลไม้ นมไขมันต่ำ และจำกัดการบริโภคโซเดียมให้น้อยกว่า 2300 มิลลิกรัต่อวัน และหากลดน้ำหนักหากมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ร่วมกับการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากขึ้นได้ จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้มากขึ้น

การติดตามและประเมินผลการให้โภชนบำบัด

  • ในการติดตามและประเมินผลการให้โภชนบำบัด นักกำหนดอาหารควรเปรียบเทียบตัวชี้วัดที่ได้จากการประเมินภาวะโภชนาการข้างต้น เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของดัชนีชี้วัดแต่ละตัว

หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับนักกำหนดอาหารทุกท่าน ในการประยุกต์นำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดผิดปกติครับ 🙂

Reference: Academy of Nutrition and Dietetics. Disorders of Lipid Metabolism (DLM) Guideline Evidence Analysis Library. 2011. [Accessed at http://andeal.org/topic.cfm?menu=5300&cat=4528]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา