โภชนาการสำหรับหญิงให้นมบุตร

โภชนาการสำหรับหญิงให้นมบุตร (Maternal nutrition during lactation)

สำหรับคุณแม่หลังคลอด การเตรียมพร้อมร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงมีความสำคัญไม่แพ้กันกับช่วงที่ตั้งครรภ์เลยค่ะ คุณแม่ที่มีภาวะโภชนาการที่ดี ย่อมทำให้สามารถผลิตน้ำนมออกมาให้ทารกได้เพียงพอและมีคุณภาพที่ดี  เป็นการส่งเสริมให้ทารกมีการเจริญเติบโตที่ดี ซึ่งจะส่งผลในอนาคตระยะยาวตลอดชีวิต โดยที่ร่างกายคุณแม่เองก็ยังแข็งแรงพร้อมกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

สภาวะร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่มีการให้นมบุตร

  • หญิงที่มีการให้น้ำนมบุตรด้วยตัวเอง จะเป็นการช่วยลดน้ำหนักหลังคลอดได้  น้ำหนักตัวที่ลดลง โดยเฉลี่ยหลังคลอดบุตรในช่วง 4-6 เดือนแรก น้ำหนักตัวจะลดลง 0.5-1.0 กิโลกรัมต่อเดือน (แต่ประมาณ 20% ของหญิงหลังคลอดบุตร ที่พบว่าน้ำหนักตัวคงที่หรืออาจเพิ่มมากขึ้นได้เช่นกัน)
  • ความต้องการวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดเพิ่มมากขึ้น เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี ( บี6 โฟแลต) คอปเปอร์ เป็นต้น และ อาจพบว่าแร่ธาตุในมวลกระดูกลดลง (แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม)
  • สารอาหารที่พบว่าหญิงตั้งครรภ์มักจะได้รับในปริมาณที่ต่ำกว่าเกณฑ์ความต้องการที่ควรได้รับประจำวัน (RDAs) ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี แมกนีเซียม วิตามินบี6 และโฟแลต

น้ำนมที่สร้างได้

  • น้ำนมที่คุณแม่ผลิตออกมา เฉลี่ยได้ประมาณ 750-800 มิลลิลิตรต่อวัน โดยในช่วงสองวันแรกหลังคลอดอาจยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวันที่สามหรือสี่เป็นต้นไป ปริมาณน้ำนมที่ผลิตออกมาจะแต่ต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของทารกด้วย ทั้งน้ำหนักของทารก น้ำหนักที่เพิ่ม และเพศ แต่ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณน้ำนมอย่างชัดเจนคือ ความถี่ และระยะเวลาในการให้น้ำนม หากยิ่งมากก็จะยิ่งทำให้คุณแม่ผลิตน้ำนมออกมาได้มาก ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลต่อปริมาณน้ำนมที่ลดลง คือ การให้อาหารอื่นๆเ หรือ นมประเภทอื่นเสริมแก่ทารก (*** ในช่วงหกเดือนแรกของทารก เด็กควรจะได้รับแต่นมแม่อย่างเดียวเท่านั้น ; Exclusive breastfeeding) นอกจากนี้ ความเครียดของแม่ ความวิตกกังวล ความอ่อนเพลีย รวมทั้ง พฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ การใช้ยาคุมกำเนิดบางประเภท ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลิตน้ำนมออกมาได้ลดน้อยลงอีกด้วยค่ะ

คุณภาพของน้ำนม

โดยปกติแล้วน้ำนมที่คุณแม่สร้างจะมีปริมาณและคุณภาพ คือ พลังงาน โปรตีนและสารอาหารจำเป็นที่เพียงพอกับทารก อย่างสมบูรณ์โดยที่ไม่ต้องให้อาหารอื่นเพิ่มเติม เว้นเสียแต่ว่าแม่มีภาวะขาดสารอาหารมาเป็นระยะเวลานาน หรือในบางกรณี เช่น คุณแม่ที่ทานเจ หรือ มังสวิรัติ อาจพบว่ามีปริมาณของกรดไขมันไลโนเลอิกสูงกว่าคนที่ทานเนื้อสัตว์ปกติ

องค์ประกอบในน้ำนมแม่ สำหรับสารอาหารอาจแตกต่างกันตามอาหารที่แม่ทาน เช่น โปรตีน กรดไขมัน แร่ธาตุ เช่น ซิลิเนียม ไอโอดีน วิตามินบี6 บี12 เป็นต้น แร่ธาตุบางชนิดอาจถูกดึงมาจากปริมาณที่สะสมอยู่ในร่างกายของแม่มาใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการของเด็ก ได้แก่ โฟแลต และ แคลเซียม (น้ำนม 100 ml มีพลังงาน 67 kcal โปรตีน 1 กรัม)

น้ำนมแม่ดีกว่าอย่างไร?

ทารกที่ดื่มนมแม่ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เด็กจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมกับการเจริญเติบโตโดยที่ไม่ต้องทานอาหารหรือนมอื่นเพิ่มเติม เช่น ธาตุเหล็ก  (*เว้นเสียแต่ ในกรณีที่หญิงให้นมบุตรไม่ค่อยได้ออกไปเจอแสงแดด ซึ่งอาจมีผลต่อการได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ หรือ ขาดวิตามินบี12 ถ้าหญิงให้นมบุตรทานอาหารเจ แบบที่ไม่ทานนมหรือไข่เลย) นอกจากนี้เด็กที่ได้รับนมแม่จะได้รับโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของทารก ไม่มากจนเกินไป จนมีผลกระทบต่อไตที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และในส่วนของไขมัน นมแม่จะมีกรดไขมันจำเป็น EPA และ DHA ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง และหากเปรียบเทียบกับนมอื่นๆทั่วไปแล้ว น้ำนมแม่จะมีคุณสมบัติที่ย่อยได้ง่ายกว่าสำหรับในเด็กทารก  และประโยชน์ที่สำคัญการได้รับน้ำนมจากแม่ คือเป็นการช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคและความผิดปกติต่างๆ เช่น โรคที่เกี่ยวกับเลือดออกผิดปกติในเด็กแรกเกิด โรคที่เกี่ยวกับการติดเชื้อ (ทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ) ภาวะแพ้อาหาร และโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน

น้ำนมแม่ กับ ผลต่อภาวะโภชนาการและการเจริญเติบโตของทารก

ในช่วง 2-3 เดือนแรก ทารกที่ได้รับน้ำนมจากแม่ อาจพบว่ามีน้ำหนักตัวขึ้นไม่เร็วเท่าเด็กที่ได้นมผงสูตรสำเร็จ แต่สารอาหารที่ได้รับมีความเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก

ความต้องการพลังงานและสารอาหารที่ควรได้รับระหว่างให้น้ำนม

พลังงาน ต้องการเพิ่มขึ้นประมาณ 500 kcal/day ในช่วงหกเดือนแรกหลังคลอด และ 400 kcal/day ในเดือนที่ 7-12

โปรตีน ต้องการเพิ่มขึ้น 25 กรัมต่อวัน  เลือกโปรตีนคุณภาพดี ไขมันต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ถั่ว เต้าหู้

วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ  วิตามินเอ อี บี6 โฟแลต ธาตุเหล็ก สังกะสี ไอโอดีน แมกนีเซียม

แคลเซียม เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู้ ถั่ว

กรดไขมันโอเมก้าสาม แนะนำให้ทานปลา เพื่อให้ได้รับกรดไขมันจำเป็นอย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและสมอง ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้ โดยควรทานปลา 12 ออนซ์ต่อสัปดาห์ โดยหลีกเลี่ยงปลาที่มีสารโลหะหนัก เช่น สารปรอทปนเปื้อน ได้แก่ ปลาฉลาม(shark) ปลาดาบ(swordfish) ปลาคิงแมคเคอเรล (King mackerel) และปลาไทล์ (tile fish) โดยแนะนำเลือกปลาที่มีสารปรอทปนเปื้อนน้อย เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง แซลมอน Pollock Catfish หรือกุ้ง และพวกน้ำจืดจะปลอดภัยกว่า

น้ำ อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ ตัวเลขทั่วๆ ไปก็อยู่ที่ประมาณ 30 mL ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

โดยสรุปคือเน้นการทานอาหารที่หลากหลาย ครบทุกหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้หลากสี ข้าวแป้งธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ ไขมันดี ในปริมาณที่สมดุล เหมาะสมเพียงพอค่ะ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ระหว่างการให้นมบุตร

  • การสูบบุหรี่ หรือ ดื่มแอลกอฮอล์  จะมีผลทำให้น้ำนมแม่มีปริมาณลดลง และ ส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อทารกได้  โดยเฉพาะสติปัญญาของเด็กในช่วงขวบปีแรก
  • การบริโภคคาเฟอีน มากเกินไป (มากกว่า 2 แก้ว ต่อวัน)
  • การหลีกเลี่ยงการจำกัดการรับประทานอาหารบางชนิดอย่างเคร่งครัด (ในกรณีที่ไม่ได้แพ้อาหารนั้น) โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการแพ้อาหาร ไม่แนะนำสำหรับหญิงที่อยู่ในระหว่างการให้นมบุตร เนื่องจากอาจทำให้ขาดสารอาหารจำเป็นบางชนิดได้  แต่หากเป็นการงดเพราะแพ้อาหารนั้น จำเป็นต้องหาแหล่งอาหารที่มีสารอาหารหลักนั้นมารับประทานเป็นการทดแทน

Reference:

Institute of Medicine (US) Committee on Nutritional Status During Pregnancy and Lactation. Nutrition during lactation. Washington (DC); National Academies Press (US): 1991.

Lessen R et al. Position of the academy of nutrition and dietetics: promoting and supporting breastfeeding. J Acad Nutr Diet. 2015; 115(3): 444-9.

Butte NF et al. Patient information: Maternal health and nutrition during breastfeeding (Beyond the Basics). 2016. [Accessed at http://goo.gl/R02G15]

About the author

ธันยธร วงศ์ณิชชากุล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH)