บริหารจัดการอย่างไรเมื่อนักกำหนดอาหารต้องทำหลายบทบาทหน้าที่ในโรงพยาบาล

บางโรงพยาบาลมีอัตราส่วนของนักกำหนดอาหารน้อย ทำให้อาจมีบทบาทหน้าที่หลายอย่างที่ต้องทำ  อาทิ เช่น งานโภชบำบัด งานโภชนบริการ งานคุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งค่อนข้างหลายหลาย ถือเป็นความท้าทายในบทบาทวิชาชีพ โดยแต่ละส่วนงานมีลักษณะงานแตกต่างกันแต่ต้องทำงานประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา ในฐานะนักกำหนดอาหารที่มีโอกาสได้เรียนรู้การทำงานหลากหลายส่วน ไม่ใช่แค่การให้โภชนบำบัดกับผู้ป่วยอย่างเดียว จึงมีประสบการณ์เล็กๆน้อยๆมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

การทำงานทุกส่วนงานมักเจอปัญหาในการทำงานเป็นเรื่องปกติ แต่ขึ้นอยู่ว่าเราเรียนรู้และจัดการกับปัญหาอย่างไร ปัญหาที่อาจพบเจอก็เช่น บทบาทของนักกำหนดอาหารในด้านการให้โภชนบำบัดไม่ชัดเจน ตอนเริ่มทำงานไม่มีใครรู้จักว่านักกำหนดอาหารคือใคร ทำไมโรงพยาบาลต้องมีนักกำหนดอาหาร นักกำหนดอาหารมีหน้าที่ควบคุมการทำกับข้าวในครัวไม่ใช่หรือ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ เมื่อเดินไปยังวอร์ดเพื่อไปประเมินภาวะโภชนาการผู้ป่วย แล้วจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไรดี ขออนุญาตเล่าประสบการณ์ตัวเองให้ฟังจากที่ มศว ค่ะ

  1. ในการขึ้นประเมินภาวะโภชนาการครั้งแรกในแต่ละวอร์ด ควรแนะนำตัวก่อนนะคะว่า เราเป็นใคร แล้วมาทำอะไร เพื่อขอแฟ้มประวัติคนไข้  (พยาบาลจะได้อำนวยความสะดวกและตอบคำถามเราค่ะ ไม่ใช่เดินไปหยิบแฟ้มโดยไม่พูดหรือแจ้งอะไร)
  2. ช่วงแรกจะขึ้นประเมินภาวะโภชนาการคนไข้บ่อยมาก เพื่อดูแฟ้มประวัติคนไข้ ว่าข้อมูลส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักกำหนดอาหารอยู่ตรงไหน บนวอร์ดมีกระบวนการทำงานอย่างไรในแต่ละวอร์ด ต้องประสานงานหรือสื่อสารกับใคร (ขึ้นจนพี่ๆ พยาบาลจำหน้าได้เลยค่ะว่าเรามาจากโภชนาการ ขึ้นมาประเมินผู้ป่วย)
  3. ใช้แบบประเมินภาวะโภชนาการเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล และควรเลือกใช้แบบประเมินให้เหมาะสมด้วย (อ่านดูได้จาก content เกี่ยวกับการประเมินภาวะโภชนาการอื่นๆ ในเว็บไซต์นี้ได้ค่ะ)
  4. การประเมินแต่ละครั้งต้องประเมินครบทุกด้าน ครอบคลุมค่ะ ของตนเองจะประเมิน 4 ด้านเสมอ คือ
    • Anthropometry >> น้ำหนักตัว, ส่วนสูง, มวลกล้ามเนื้อและไขมัน, %weight loss, ฯลฯ
    • Biochemistry >> ผลเลือดคนไข้ ตัวไหนที่เราต้องดูและติดตามบ้าง
    • Clinical >> vital sign คงที่หรือไม่ สภาวะปัจจุบันสามารถ step diet ได้ไหม คนไข้นอนติดเตียงหรือไม่ อย่างไร
    • Dietary >> diet order ปัจจุบัน และประวัติการกินในอดีต คนไข้ได้รับพลังงานและสารอาหารเท่าใด
  5. ใช้ Nutrition Care process ในการดูขึ้นประเมิน (ประเมิน-วินิจฉัย-ให้คำแนะนำ-ติดตามและประเมินผล สามารถอ่านได้จาก content เกี่ยวกับ Nutrition Care Process อื่นๆ ในเว็บไซต์นี้ได้เช่นกันค่ะ) อาจจะเขียนโดยใช้รูปแบบ ADIME  หรือ SOAP ก็ได้ แต่ต้องกระชับ เข้าใจง่ายเพราะส่วนใหญ่เราสื่อสารกับแพทย์ผ่านแฟ้มประวัติคนไข้ค่ะ
  6. ทำ Diet recall เพื่อประเมิน calorie intake จะทำให้เรา step feeding ได้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ตั้งไว้และสอดคล้องความต้องการพลังงานและโปรตีนที่ประเมินไว้ค่ะ การมี diet recall จะทำให้เรามีข้อมูลในการยืนยันประกอบคำแนะนำของเราค่ะ
  7. การทำ Diet plan ควรเขียนแหล่งอ้างอิงด้วยว่า เราใช้ nutrition guideline อะไรและเขียนรายละเอียดให้ครบถ้วน ตรงส่วนนี้สำคัญมากค่ะ เพราะการให้คำแนะนำทุกครั้งควรอยู่บนพื้นฐานของ guideline เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้คำแนะนำของเราเองค่ะ
  8. กำหนดตัวชี้วัดว่าอะไรบ้างที่เราจะติดตามหลังปรับ diet order ตามที่เราแนะนำ และขึ้นประเมินซ้ำหลังปรับ เพื่อความต่อเนื่องค่ะ
  9. หาความรู้ใหม่ๆด้านโภชนบำบัดอยู่เสมอ เช่น Nutrition guideline ใหม่ๆ หรือประเด็นที่ได้รับความสนใจเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการค่ะ

จากตอนแรกที่ไม่มีคนรู้จัก มีบทบาทอย่างไรในโรงพยาบาล ปัจจุบันแพทย์เห็นความสำคัญของนักกำหนดอาหารมากขึ้น ส่งคนไข้มาให้ขึ้นไปประเมินภาวะโภชนาการเพิ่มขึ้นและปรับ diet order ตามที่เขียนแนะนำไว้ค่ะ  นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยยังชัดเจนขึ้น นักกำหนดอาหารมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยทั้งช่วงระหว่างพักรักษาตัวและหลังจากออกจากโรงพยาบาล  รวมถึงการมีส่วนร่วมในให้โภชนศึกษากับประชาชนร่วมกับส่วนงานอื่นๆ ค่ะ

อีกหนึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับเราคือ งานโภชนบริการ ซึ่งละเลยไม่ได้เลยค่ะ เมื่อพูดถึงส่วนนี้ทุกโรงพยาบาลคล้ายกัน ต่างกันแค่บางโรงพยาบาลจ้างบริษัทภายนอกดำเนินการแต่ควบคุมการทำงานอีกที และบางโรงพยาบาลดำเนินการผลิตอาหารเอง แต่สิ่งที่นักกำหนดอาหารควรต้องคำนึงในการวางแผน Diet order ว่า สิ่งที่คำนวณได้สามารถทำได้จริงหรือไม่ เราจะเปลี่ยนปริมาณสารอาหารที่คำนวณมาเป็นอาหารในชีวิตจริงได้อย่างไร ผู้ปฏิบัติงานจะทำตามที่เราบอกได้หรือไม่ จุดนี้จึงถือว่าเป็นอีกความท้าทายที่เราต้องเจอและบริหารจัดการ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราต้องประสานงานกับคนหลายหลาย  อาทิเช่น แพทย์ พยาบาล คนไข้ หรือเจ้าหน้าที่ในส่วนโภชนาการเอง ซึ่งภายในหน่วยงานมีจำนวนพนักงานค่อนข้างเยอะ ปัญหาเรื่องคนจึงเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายๆคนเจอ การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ การบอกความต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติตามต้องรู้จักประเมินผู้ฟังว่า ควรพูดแบบไหน อยากให้ปรับขั้นตอนไหน แล้วคนฟังมีความคิดเห็นอย่างไร เพื่อหาจุดตรงกลาง เพราะถึงแม้เรามีความรู้ทางวิชาการมากเพียงใด แต่ถ้าผู้ปฏิบัติงานไม่ทำตาม ก็ไม่เกิดผลประโยชน์อะไรใดๆ ต่อคนไข้ ส่วนตัวจึงพึงคิดอยู่เสมอว่า เราทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องทำงานร่วมกัน เวลาใดควรเด็ดขาด เวลาใดยืดหยุ่นได้ แต่อยู่ตามความเหมาะสม นักกำหนดอาหารเองอาจจะไม่ได้ลงมือประกอบอาหาร แต่ก็ต้องรู้ในหลักการและขั้นตอนการทำงานเช่นเดียวกัน เพื่อให้การทำงานราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุดที่สำคัญคือ Empowerment คนทำงานทุกๆส่วน เนื่องจากทุกคนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนางานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นค่ะ

อีกส่วนงานที่ต้องพูดถึง คือ งานคุณภาพของโรงพยาบาล บางคนต้องทำ CQI ของหน่วยงาน แต่ไม่รู้จะทำเรื่องอะไร ลองย้อนมองจากงานประจำที่ทำว่า กระบวนการไหนบ้างที่ยังไม่สมบูรณ์ ลองปรับปรุง ปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีขึ้น อุดช่องว่างของกระบวนการที่มีอยู่ แม้ว่านักกำหนดอาหารอาจจะไม่ได้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับงานคุณภาพมากนัก แต่การสอบถามและเรียนรู้จากหน่วยงานพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาลหรือผู้มีประสบการณ์จะเป็นตัวช่วยที่ดีมากค่ะ  สิ่งสำคัญคือ เราต้องยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่พร้อมให้โอกาสตัวเองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ฝึกการวิเคราะห์ และการวางแผนแบบมีระบบ ครอบคลุมวงล้อของปัญหาต่างๆ ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ถือว่าเป็นการพัฒนาตนเอง บางคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วบริหารจัดการเวลาในการทำงานแต่ละส่วนอย่างไร อย่ามองว่าเราทำงานหลายอย่างในทุกๆวัน แต่ให้จัดสรรเวลาการทำงานในแต่ละส่วนให้ดี เวลาไหนควรทำอะไรและจัดลำดับความสำคัญของงาน ที่สำคัญ คือ ต้องมีความสุขกับงานที่ทำ เปิดใจและสนุกในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็จะทำให้การทำงานทั้งด้านโภชนบำบัด โภชนบริการ และงานคุณภาพ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกท่าน ในการนำไปพัฒนางานโภชนาการในโรงพยาบาลที่ทำอยู่ค่ะ ขอบคุณค่ะ

About the author

ชุดาภรณ์ พุทธรักษา

นักวิชาการโภชนาการ
แผนกโภชนาการ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์