Social media กับโรคการกินผิดปกติ (Eating disorder)

พอดีได้มีโอกาสอ่านบทความจากหนังสือพิมพ์ USA Today เกี่ยวกับเรื่องของสื่อสังคมออนไลน์ (social media) กับโรคการกินผิดปกติ โดยเฉพาะในวัยรุ่น เลยขออนุญาตนำมาแปลและเรียบเรียงใหม่ให้ได้อ่านกันครับ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อสังคมออนไลน์ หรือ social media มีอิทธิพลต่อความนึกคิดของคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่มากทีเดียวครับ (ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันครับ) นอกจากที่ผู้ใช้งานจะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความเป็นมาเป็นไป ความรู้สึกนึกคิด ไปจนถึงภาพถ่าย การจับกลุ่มคุยกัน และอื่นๆ อีกมากมายบนสื่ออย่าง facebook, twitter หรือ instagram บางครั้งเราก็จะพบเจออะไรแปลกๆ หลายๆ คนอาจจะเคยเห็น hashtag ประเภทที่ว่า วัดความอ้วนความผอมด้วยการอ้อมมือจับสะดือ เลี้ยงปลาทองบนไหปลาร้า พนมมือจับโทรศัพท์ และอื่นๆ อีกมากมาย กระแสเหล่านี้หลายๆ ครั้งก็นำไปสู่การเกิดสิ่งี่เรียกว่า โรคการกินผิดปกติ (Eating disorder) ได้ครับ

โรคการกินผิดปกติ (ED) มีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบครับ รูปแบบที่อาจจะคุ้นเคยกันสำหรับนักกำหนดอาหารก็คือ anorexia nervosa (กินอาหารน้อยมากๆ จนผอม) bulimia nervosa (กินอาหารมากๆ แล้วไปล้วงคอออก) และ binge eating (กินอาหารมากๆ แล้วไปออกกำลังกายหนักมาก ใช้ยา หรืออย่างอื่นเพื่อชดเชย) โรคเหล่านี้จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจากสื่อสังคมอย่างเดียวครับ แต่เป็นผลมาจากความผิดปกติทั้งจากพันธุกรรม ความผิดปกติทางชีวภาพ (สารสื่อประสาท) ทางพฤติกรรม จิตวิทยา ไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมเลยครับ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าโรค ED เป็นอะไรที่ไม่น่าจะอันตรายมาก แต่อันที่จริงแล้ว ED เป็นกลุ่มโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในบรรดากลุ่มโรคทางจิตเวชเลยครับ ถึงขนาดที่ว่า มีการศึกษาจาก National Institute of Mental Health ของสหรัฐ พบว่า ในผู้หญิงช่วงอายุ 15-24 ปี อัตราการเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับ anorexia nervosa สูงกว่าการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ มากถึง 12 เท่าเลยครับ (แต่ก็ต้องบอกว่า ED ไม่ได้เป็นเฉพาะผู้หญิงนะครับ ผู้ชายเองก็สามารถเป็น ED ได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าจะเป็นลักษณะของความผิดปกติเกี่ยวกับการรับรู้รูปร่างของตนเอง หรือ body dysmorphia ซึ่งขอเล่าในโอกาสหน้านะครับ)

เดิมที สังคมของ ED นั้นค่อนข้างจะจำกัดอยู่ในกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม แต่หลังจากที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นที่นิยมขึ้นมา ส่วนหนึ่งเป็นการทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลทำได้ง่ายขึ้น แต่ก็เป็นช่องทางให้สังคมของคนที่เป็นโรค ED กว้างขึ้น มีการแลกเปลี่ยนแนวความคิดและรูปภาพกันมากขึ้น และทำให้การกระจายของ ED เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและเกิดในวงกว้างมากขึ้นเช่นกันครับ และยิ่งมีการคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ก็ยิ่งเป็นการเสริมแรงให้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นไปอย่างรุนแรงขึ้นเช่นกันครับ ลองนึกภาพว่า จากเดิมทีที่เป็นกลุ่มเล็กๆ แลกเปลี่ยนคุยกันในวงจำกัด กลายมาเป็นการโพสรูปหนึ่งครั้ง มีคนเข้ามากดไลค์และแสดงความเห็นเป็นพันเป็นหมื่น ย่อมเป็นการเสริมแรงอย่างดีเลยครับ

หลายๆ ครั้ง การเริ่มต้นของโรค ED ก็เริ่มมาจากสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่น ถูกเพื่อนล้อ, แข่งกันลดน้ำหนัก, เห็นสื่อประโคมภาพนางแบบนายแบบที่หุ่นดีๆ ประเด็นเหล่านี้อาจจะดูเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นนานๆ เข้า ก็อาจจะกลายเป็นพฤติกรรมสะสม และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ครับ สถิติจากอเมริกาพบว่า ชาวอเมริกันประมาณ 30 ล้านคนได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรค ED (เป็นผู้หญิงประมาณ 20 ล้านคน และผู้ชายประมาณ 10 ล้านคน) แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้คือตัวเลขของคนที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีคนที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอยู่อีกมากเลยทีเดียวครับ ที่สำคัญเลยคือ เฉพาะในปี 2008-2009 การรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากผลข้างเคียงของ ED มากถึงเกือบ 30,000 ครั้งเลยทีเดียวครับ ซึ่งเมื่อดูสถิติก็พบว่ามันพุ่งสูงขึ้น และแต่เดิมเชื่อว่าเป็นโรคที่เกิดกับกลุ่มคนที่มีฐานะดี แต่ในตอนนี้กลายเป็นว่าทุกกลุ่มทุกชนชาติ สามารถเป็นได้หมดครับ

มีการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจมากเลยครับ จาก University of Haifa ในปี 2011 พบว่า เวลาที่เด็กสาวใช้บน facebook สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่พอใจในรูปร่างของตนเอง ซึ่งอาจจะตามมาด้วยโรค ED ได้ครับ หลังจากนั้นก็มีการศึกษาอีกมากมาย ทั้งในฝั่งยุโรป อเมริกา และเอเชีย ที่พบความสัมพันธ์ของการใช้ social media กับพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ (disordered eating pattern) และโรค ED ครับ

ความท้าทายอย่างหนึ่งของการจัดการปัญหานี้คือ social media เป็นสื่อที่สามารถแพร่กระจายข่าวสารได้อย่างไวมาก และการ “แบน” หรือ “จำกัดการเข้าถึง” ข้อมูลเหล่านี้ทำได้ค่อนข้างยาก (ถึงแม้ว่า facebook และ instagram เองก็พยายามจะจำกัดการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ แต่คนที่จะเผยแพร่ก็ยังคงสามารถหาเทคนิคเพื่อมาเผยแพร่ได้อยู่ดี)

ตรงส่วนนี้ ผมคิดว่านักกำหนดอาหารเอง มีบทบาทที่สำคัญมากเลยทีเดียวครับ กับการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการที่ถูกต้องบนสื่อ เพราะในปัจจุบันเราจะพบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการกันเยอะแยะมาก หลายๆ ข้อมูลก็ไม่มีที่มาที่ไป และหลายๆ ครั้งมักจะเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ข้อมูลเหล่านี้ผมเชื่อว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการรับรู้ด้านโภชนาการที่ผิดๆ และอาจนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติได้ครับ นอกจากนั้น นักกำหนดอาหารเองยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาทางโภชนาการ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรค ED เพราะการให้คำปรึกษาแบบทั่วๆ ไป มีข้อมูลเยอะแยะมากว่าใช้ไม่ได้ผล เพราะโดยมาก กลุ่มคนที่เป็นโรค ED จะ “รู้อยู่แล้ว” และในบางครั้งจะ “รู้มากเกินไปจนกลายเป็นการทำร้ายตนเอง” ไปซะอีก

อยากให้อ่านบทความนี้ครับ เป็นเรื่องราวของคุณ madmee ที่ออกมาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับโรค ED ที่เทอได้ประสบพบเจอกับตนเอง เป็นวิทยาทานให้คนอื่น ผมคิดว่าเป็นอะไรที่มีคุณค่ามากๆ และนักกำหนดอาหารควรเข้าไปอ่านเพื่อทำให้เข้าใจผู้ป่วยในกลุ่มนี้มากขึ้นครับ

สำหรับแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อการสืบค้นเพิ่มเติม อ่านต่อได้จากลิงค์ด้านล่างเลยครับ 🙂

Reference:

Rojas M. Social media helps fuel some eating disorders. USA Today. 2014. [Accessed at http://goo.gl/RIEbAA]

Fleshman R. Keeping it real. 2013. [Accessed at http://asklaurenfleshman.com/2013/11/keeping-it-real/]

American Dietetic Association. Position of the American Dietetic Association: nutrition intervention in the treatment of eating disorders. J Am Diet Assoc. 2011; 111(8): 1236-41. [Accessed at https://goo.gl/I0kt8D] << article นี้แนะนำให้อ่านมากๆ ครับ สำหรับนักกำหนดอาหารที่สนใจเกี่ยวกับการให้โภชนบำบัดในผู้ป่วยโรค ED

Tan T, Kuek A, Goh SE, Lee EL, Kwok V. Internet and smartphone application usage in eating disorders: A descriptive study in Singapore. Asian J Psychiatr. 2016; 19: 50-5.

Cohen R, Blaszczynski A.Comparative effects of Facebook and conventional media on body image dissatisfaction. J Eat Disord. 2015; 3: 23.

Mabe AG, Forney KJ, Keel PK. Do you “like” my photo? Facebook use maintains eating disorder risk. Int J Eat Disord. 2014; 47(5): 516-23.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา