Health at Every Size ตอนที่ 2

บังเอิญได้มีโอกาสไปอ่าน blog ของนักศึกษาการกำหนดอาหารจากออสเตรเลีย พูดถึงเรื่องของ Health at Every Size พอดีครับ เลยคิดว่า น่าจะแปลและเรียบเรียงมาเป็นตอนที่ 2 ของซีรีส์ HAES ให้ได้อ่านกันครับ

ในปัจจุบัน กระแสเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองกันมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก เพื่อทำให้สุขภาพดีขึ้น ก็คือเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพียงแต่ในบางครั้ง กระแสสังคมก็กลายเป็นการกดดัน ให้หลายๆ คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกอยากเปลี่ยน ซึ่งทำให้สุดท้าย พัฒนากลายเป็นพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ (disordered eating pattern) ได้ครับ รวมถึงธุรกิจหลายๆ จำพวก ก็โหนกระแสอาหารสุขภาพ พัฒนา ‘สูตร’ ‘โปรแกรม’ หรือ ‘นวัตกรรม’ ต่างๆ มากมาย บ้างก็ฟังดูดี น่าเชื่อถือ แต่หลายๆ ครั้งเราก็พบว่าสูตรเหล่านั้น ในสายตาของนักกำหนดอาหาร ไม่ใช่สูตรที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวเลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนเชื่อธุรกิจเหล่านี้ และนับวันจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ มีข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา พบว่า ธุรกิจเกี่ยวกับการ ‘ไดเอ็ท’ มีมูลค่าถึงหกหมื่นล้านบาทต่อปี ไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยเลยครับ ส่วนหนึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า ผู้คนยังคงมีความเชื่อว่า ‘สูตรลับ’ หรือ ‘โปรแกรม’ เหล่านั้น สามารถช่วยเหลือในการปรับพฤติกรรมได้ (เพราะตัวเองไม่มีความสุขกับตัวเอง และพยายามหาทางแก้ไขจากภายนอก ไม่ได้แก้ไขจากภายในจิตใจ)

นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิด Health at Every Size (HAES) ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาจากภายในจิตใจครับ แนวคิดนี้ไม่พูดถึงการ ‘ไดเอ็ท’ หรือ ‘น้ำหนัก’ (ผลลัพธ์) แต่พูดถึงเรื่องของ ‘พฤติกรรม’ (แนวทางการนำไปสู่ผลลัพธ์) มากกว่า แนวคิด HAES เชื่อว่าสุขภาพ ไม่ได้สอดคล้องกับน้ำหนักเสมอไป (ซึ่งบางทีก็อาจจะขัดแย้งกับความเชื่อของสังคมว่า หุ่นดี = สุขภาพดี ซึ่งในบางครั้งก็ไม่จริงเสมอไปเช่นกันครับ)

หลายๆ คนก็จะมีคำถามขึ้นมาในหัวเลย ว่า แนวคิดนี้ส่งเสริมให้คนอ้วนรึเปล่า? ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ คงต้องมาเจาะลึกดูแนวคิดของ HAES กันก่อนครับ HAES ไม่ได้ส่งเสริมให้คนไม่ออกกำลังกาย และกินอะไรก็ได้ที่อยากกิน ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ใช่เลยครับ ในทางกลับกัน HAES บอกว่า เราควรดูแลตัวเราเองในแบบที่เราสามารถทำได้ดีที่สุด ซึ่งย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละคน และไม่มีสูตรสำเร็จ เช่น

  • ออกกำลังกายในแบบที่สนุกและยั่งยืน (สามารถทำได้โดยไม่เบื่อ) บางคนอาจจะสนุกกับการไปยิม ไปฟิตเนส แต่กับอีกหลายๆ คนอาจจะไม่ใช่ บางทีการวิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค โยคะ ฯลฯ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีได้เช่นกันครับ แนวคิดคือ เราไม่ได้ออกกำลังกายเพื่อรูปร่างที่ดี หรือเพื่อเบิร์นแคลอรี แต่เราออกกำลังกายเพราะมันสนุก และเรารู้สึกดีที่ได้ออกกำลังกาย วิธีคิดแบบนี้จะทำให้สุดท้ายแล้ว เราจะแข็งแรงขึ้น เครียดน้อยลง และหลับสบายขึ้นครับ
  • กินอาหารหลากหลาย เชื่อว่าร่างกายสามารถปรับปริมาณและชนิดอาหารที่ควรกินได้ นั่นหมายความว่า เรากินเมื่อหิว และหยุดกินเมื่ออิ่ม เราไม่กินอาหารซ้ำไปซ้ำมา เรากินอาหารให้หลากหลายประเภท ทั้ง ข้าวแป้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ไขมัน และ (ในบางครั้ง เมื่ออยากกิน) ขนม เราไม่ได้กินอาหารเพราะสารอาหารอย่างเดียว แต่เรากินอาหารเพราะมันอร่อยด้วย ตราบใดที่หาจุดสมดุลของการกินสำหรับตัวเองได้ การมีขนมตบท้ายเล็กๆ น้อยๆ เป็นความสุขของชีวิต ก็คงไม่ผิดแต่อย่างใดครับ
  • ยอมรับในรูปร่างของตนเอง เราไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองว่าเรา ‘รัก’ ร่างกายขณะนี้ หรือคิดว่ารูปร่างปัจจุบันดีที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือ เราตระหนักได้ว่า รูปร่างของเราก็เป็นรูปร่างของเรา ไม่เหมือนคนอื่น ไม่จำเป็นต้องไปตามกระแส รูปร่างของคนอื่น ถ้ารูปร่างจะเปลี่ยน ก็เพราะเราอยากเปลี่ยนด้วยตัวเรา ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะอยากเหมือนคนอื่น แทนที่จะซื้อกางเกงไซส์เล็กกว่าไซส์ปัจจุบัน 2 ไซส์ เพื่อกดดันตัวเองให้ลดน้ำหนัก เปลี่ยนเป็นซื้อกางเกงขนาดเข้ารูป แต่คอยเปลี่ยนให้เข้ารูปอีกครั้งตอนที่ขนาดตัวลดลงจะดีกว่าครับ ทุกเช้า เวลาส่องกระจก เสื้อผ้าควรจะทำให้เรามั่นใจและมีพลัง ไม่ใช่รู้สึกสงสัยในตัวเองว่า ทำยังไงจะลดความอ้วนได้ ครับ

สำหรับนักกำหนดอาหารและบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา ในการที่จะเข้าใจ HAES จำเป็นต้องปรับแนวคิดว่า สุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดๆ เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างในชีวิตร่วมกัน เราไม่ควรไปตัดสินคนไข้จากรูปร่าง โดยที่ในบางครั้ง แม้แต่คุยยังไม่ได้คุยเลย เพราะนั่นจะทำให้เกิดอคติจากภายใน (internal bias) ซึ่งก็จะแสดงออกมา ไม่ผ่านวัจนภาษา (คำพูด) ก็อวัจนภาษา (การแสดงออก) และเชื่อได้ว่าคนไข้เองก็รับรู้ได้เช่นกันครับ บางครั้งเห็นคนอ้วนเดินมา เราก็อาจจะนึกไปได้ว่า อาหารการกินของเค้าต้องไม่ดีแน่เลย เค้าต้องไม่ออกกำลังกายแน่เลย (ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วอาจจะมาจากพันธุกรรม ความเครียด โรคที่เป็น ยาที่ใช้ ฯลฯ) การคิดแบบนี้จะยิ่งเป็นการทำร้ายคนไข้ แทนที่จะเป็นการช่วยเหลือครับ

ในบางครั้ง การที่คนไข้ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ บุคลากรทางการแพทย์เองก็คงต้องหันมาดูตัวเองว่า ตัวเราหรือเปล่า ที่เป็นคนที่ทำให้คนไข้ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ (และยังพ่วงด้วยการลดความสุขในชีวิตคนไข้ด้วย) นะครับ

Reference:

Health At Every Size: an explainer

 

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา