Nutrition Care Process ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

กลับมาที่ series ของ Nutrition Care Process ในโรคต่างๆ จาก Evidence Analysis Library ของ Academy of Nutrition and Dietetics กันนะครับ วันนี้ขออนุญาตหยิบยกประเด็นในเรื่องของโรคความดันโลหิตสูงมาพูดถึงกันครับ

กระบวนการของ Nutrition Care Process ก็คงเหมือนกับทุกโรคนะครับ คือต้องเริ่มจากการประเมินภาวะโภชนาการ การวินิจฉัยทางโภชนาการ การให้โภชนบำบัด และการติดตามประเมินผลทางโภชนาการ ซึ่งจะขอสรุปภาพรวมเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

การคัดกรองทางโภชนาการและการส่งต่อมายังนักกำหนดอาหาร

  1. การให้โภชนบำบัดโดยนักกำหนดอาหาร มีหลักฐานทางวิชาการระบุว่าสามารถช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงได้ ไม่ว่าจะเป็นในระยะ pre-hypertension หรือ hypertension
  2. ในการให้โภชนบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้ป่วยควรพบนักกำหนดอาหารอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเป็นเวลา 1 ปี หลังจาก 1 ปีจึงทำนัดอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อปี เพื่อทำให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
    – หลักฐานทางวิชาการระบุว่า ความดันโลหิตทั้ง systolic และ diastolic จะลดลงมากที่สุดในช่วงสามเดือนแรกของการให้โภชนบำบัด สูงสุดที่ 10 mmHg สำหรับ systolic และ 6 mmHg สำหรับ diastolic โดยภายใน 3 เดือนแรก ผู้ป่วยควรพบนักกำหนดอาหารอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณสองสัปดาห์
    – หลักฐานจากงานวิจัยระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยสามารถลดความดันโลหิตได้อย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี ถ้าพบนักกำหนดอาหารอย่างน้อยเดือนละครั้ง อย่างน้อย 5 ครั้งขึ้นไป และการลดความดันโลหิตสามารถทำได้ต่อเนื่องจนถึงระยะเวลา 4 ปี ถ้ามีการพบนักกำหนดอาหารอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อปี

การให้โภชนบำบัดทางการแพทย์

1. วิตามินดี

  • ผู้ป่วยควรบริโภควิตามินดีในปริมาณที่เพียงพอตาม Thai DRI มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวิตามินดีในการควบคุมความดันโลหิต แต่อย่างไรก็ตามหลักฐานตรงส่วนนี้ยังมีไม่มาก และงานวิจัยยังขัดแย้งกันอยู่

2. โพแทสเซียมจากอาหาร

  • ผู้ป่วยควรบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอตาม Thai DRI เพื่อช่วยในการควบคุมความดันโลหิต การเพิ่มโพแทสเซียมให้ได้อย่างน้อย 2000 มิลลิกรัมต่อวัน มีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต diastolic ได้*

*ข้อคิดเห็นผู้เขียน: อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่มีโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย อาจจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) จากการที่ไตทำงานบกพร่องได้

3. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพแทสเซียม

  • หากผู้ป่วยไม่สามารถบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับโพแทสเซียมอย่างเพียงพอ และผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามอื่นๆ ในการใช้ อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้โพแทสเซียมในปริมาณไม่เกิน 3700 มิลลิกรัมต่อวันได้ หลักฐานจากงานวิจัยระบุว่าการได้รับโพแทสเซียมเสริมไม่เกิน 3700 มิลลิกรัมต่อวัน อาจมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตได้ในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง

4. แคลเซียมจากอาหาร

  • ผู้ป่วยควรบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับแคลเซียมจากอาหารให้เพียงพอตาม Thai DRI เพื่อช่วยในการควบคุมความดันโลหิต หลักฐานจากงานวิจัยระบุว่า การได้รับแคลเซียมอย่างน้อย 800 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูงได้

5. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม

  • หากผู้ป่วยไม่สามารถบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้แคลเซียมในปริมาณ 1000 – 1500 มิลลิกรัมต่อวันได้ หลักฐานจากงานวิจัยระบุว่าการได้รับแคลเซียมเสริมที่ 1000 – 1500 มิลลิกรัมต่อวัน อาจมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตได้ในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง

6. แมกนิเซียมจากอาหาร

  • ผู้ป่วยควรบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับแมกนิเซียมจากอาหารให้เพียงพอตาม Thai DRI แต่อย่างไรก็ตามหลักฐานงานวิจัยที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับแมกนิเซียมในอาหารและความดันโลหิตยังมีไม่มากพอที่จะสรุปได้

7. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแมกนิเซียม

  • หากผู้ป่วยไม่สามารถบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับแมกนิเซียมอย่างเพียงพอ อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้แมกนิเซียมในปริมาณไม่เกิน 350 มิลลิกรัมต่อวันได้ หลักฐานจากงานวิจัยระบุว่าการได้รับแมกนิเซียมเสริมที่ 240 ถึงไม่เกิน 1000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตได้ในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง

8. โซเดียม

  • ผู้ป่วยควรลดการบริโภคโซเดียมเพื่อลดความดันโลหิตสูง งานวิจัยระบุว่า การจำกัดปริมาณโซเดียมที่ 1500 – 2000 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดความดันโลหิตได้ในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูง

9. การบริโภคอาหารแบบ DASH

  • ผู้ป่วยควรบริโภคอาหารตามแนวทาง Dietary Approaches to Stop Hypertension (DASH diet) งานวิจัยระบุว่า การบริโภคอาหารแบบ DASH ช่วยลดความดันโลหิตได้ โดยหากบริโภคอาหารแบบ DASH ร่วมกับการจำกัดการบริโภคโซเดียม จะช่วยลดความดันโลหิตได้มากขึ้น
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน การบริโภคอาหารแบบ DASH ที่มีการจำกัดพลังงาน จะช่วยให้สามารถลดทั้งน้ำหนักและความดันโลหิตได้ โดยปริมาณโซเดียมที่ควรบริโภคอยู่ที่ 1500 – 2400 มิลลิกรัมต่อวัน

10. การดื่มแอลกอฮอล์

  • ในผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นบางครั้ง (ไม่เกิน 2 drink ต่อวันสำหรับเพศชาย และ 1 drink ต่อวันสำหรับเพศหญิง) ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยระบุว่าการลดหรืองดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
  • ในผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่แนะนำ ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างมาก

11. กิจกรรมทางกาย

  • ผู้ป่วยควรออกกำลังกายชนิด aerobic เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิต การออกกำลังกายชนิดความหนักปานกลางจนถึงหนักมากอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 40 นาทีต่อครั้ง ช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงได้
  • งานวิจัยระบุว่า การออกกำลังกายตามที่แนะนำอย่างน้อย 12 สัปดาห์ จะทำให้เห็นผลชัดเจนในการควบคุมความดันโลหิตได้

คำแนะนำจากสมาคมนักกำหนดอาหารของสหรัฐอเมริกาก็มีประมาณนี้นะครับ โดยหลักการแล้วจะเน้นในเรื่องของสารอาหาร และ scope ของคำแนะนำที่นักกำหนดอาหารสามารถให้ได้ ลองนำไปปรับใช้กับไกด์ไลน์อื่นๆ คิดว่าน่าจะช่วยให้การให้คำแนะนำผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

Reference: Academy of Nutrition and Dietetics. Hypertension (HTN) Guideline Evidence Analysis Library. 2015. [Accessed at https://www.andeal.org/topic.cfm?menu=5582]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา