อาหารกับสุขภาพช่องปาก

สุขภาพช่องปากกับภาวะโภชนาการมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากช่องปากเป็นจุดเริ่มต้นของระบบทางเดินอาหาร  โดยในช่องปากมีฟันที่ทำหน้าที่ช่วยบดเคี้ยวอาหารทำให้สามารถรับประทานได้ง่ายขึ้น น้ำลายซึ่งมีเอนไซม์อะไมเลส มีหน้าที่หลักในการช่วยย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้น้ำลายยังช่วยให้ความชุ่มชื้น สะดวกต่อการที่จะให้ลิ้นช่วยในการคลุกเคล้าอาหารให้อยู่ในรูปของ Bolus เพื่อให้สามารถกลืนอาหารผ่านหลอดอาหาร ส่งต่อไปสู่กระเพาะอาหารซึ่งทำหน้าที่หลักในการย่อยและส่งผ่านสู่ลำไส้เล็กเพื่อดูดซึมสารอาหารต่อไป ในผู้ที่มีสุขภาพช่องปากที่ดีนั้น สามารถเลือกในการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ได้หลากหลาย แต่หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับช่องปากเช่น มีฟันผุ ปริทันต์อักเสบ เกิดการสูญเสียฟัน ปากแห้ง ฟันสึก หรือมีมะเร็งในช่องปาก ย่อมส่งผลให้รับประทานอาหารได้น้อยลง มีการรับรสเปลี่ยนไป ความสามารถในการรับประทานอาหารที่หลากหลายทำได้น้อยลง อาจก่อให้เกิดปัญหาทุพโภชนาการขึ้นได้ อย่างไรก็ตามการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆในช่องปากได้

อาหารนั้นเป็นสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาฟันผุและฟันสึก โดยสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารที่มีความเป็นกรดสูงและอาหารที่ส่งผลต่อการสร้างกรดของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งแหล่งของอาหารของแบคทีเรียที่สำคัญได้แก่สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (simple sugar)  การเติมน้ำตาลในอาหารและการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน  แบคทีเรียสามารถที่จะเกิดการหมักเพื่อก่อให้เกิดกรดได้ โดย WHO และ USDA แนะนำว่าการเติมน้ำตาลไม่ควรเกิน 10 % ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน หรือประมาณ 50 กรัมต่อวัน  และรับประทานอาหารที่ใส่น้ำตาลไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน แหล่งของอาหารที่ปริมาณน้ำตาลมากและส่งผลต่อการเกิดฟันผุมากที่สุด คือ เครื่องดื่มรสหวาน โดยมีงานวิจัยพบว่า ในประเทศที่ประชากรรับประทานน้ำตาลประมาณ 6-10 % ของพลังงาน พบการเกิดฟันผุน้อยกว่าประเทศที่รับประทานน้ำตาลมากกว่านี้  อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่าการได้รับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจาก ผัก ผลไม้ ธัญพืช ขนมปัง เผือกหรือมัน  จะส่งผลที่ไม่ดีต่อสุขภาพฟัน โดยปัญหาหลักอยู่ที่น้ำตาลเชิงเดี่ยวที่เติมลงในอาหารเท่านั้น  การเติมน้ำตาลแอลกอฮอล์สังเคราะห์ เช่น ไซลิทอล ซอบิทอล ไม่มีผลต่อการเกิดฟันผุ เนื่องจากน้ำตาลเหล่านี้  แบคทีเรียไม่สามารถนำไปผลิตกรดได้  อาหารที่มีความเป็นกรดสูงนั้นสามารถทำลายเคลือบฟัน ส่งผลให้เกิดฟันสึกได้ โดยกรดที่มีความรุนแรงมากๆ เช่น กรดซิตริก กรดแอสคอบิก และกรดคาร์บอนิก มักพบในน้ำผลไม้และเครื่องดื่มรสหวาน นอกจากนี้ กรดในกระเพาะอาหารในผู้ป่วยที่เกิด กรดไหลย้อน  ผู้ที่เกิดการอาเจียนบ่อยๆ เช่น เป็นโรคบูลีเมีย หรืออะนอเร็กเซีย ก็ส่งผลให้เกิดฟันกร่อนได้ โดยจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดด่างในช่องปากและทำลายเคลือบฟัน

สำหรับผู้ที่จัดฟันอาหารที่รับประทานนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจาก การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้อุปกรณ์จัดฟันเกิดความเสียหาย การรักษาสุขภาพฟันทำได้ยากขึ้น และส่งผลต่อการรักษาของทันตแพทย์  โดยอาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารแข็ง ๆ กรอบ ๆ เช่น น้ำแข็ง ข้าวโพดคั่ว ถั่วชนิดต่าง ๆ ขนมขบเคี้ยวที่มีลักษณะเหนียว ๆ เช่น หมากฝรั่ง ทอฟฟี่ และพวกของหวาน เช่น ลูกกวาด น้ำอัดลม เป็นต้น  ผักผลไม้ที่จะรับประทาน ถ้าถ้าเป็นผลไม้หรือผักสด ควรเลือกชนิดที่ไม่แข็งมาก และควรตัดแบ่งให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ แล้วจึงค่อยรับประทาน

การขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิดก็ส่งผลต่อสุขภาพช่องปากและฟันได้เช่นกัน เช่น การขาดวิตามินซีส่งผลให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟันและโรคปริทันต์อักเสบ การขาดฟลูออไรด์ แคลเซียมและฟอสฟอรัส มีส่วนทำให้เกิดโรคฟันผุเนื่องจากเกลือแร่ดังกล่าวเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเคลือบฟัน  นอกจากนี้การขาดวิตามินดี วิตามินเอ และภาวะขาดพลังงานและโปรตีน ทำให้การผลิตน้ำลายทำได้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้เยื่อบุช่องปากแห้งและหลุดลอกง่าย เป็นแผลในปาก สารภูมิคุ้มกันต่างๆเช่น IgA ,anti bacterial peptide, lysosomes เป็นต้น ที่อยู่ในน้ำลายก็หลั่งน้อยลง โอกาสติดเชื้อในช่องปาก โดยเฉพาะเชื้อรา จะมีมากขึ้น  สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายและไม่ได้เคี้ยวอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่ได้รับการกระตุ้นให้หลั่งน้ำลาย มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เช่นกัน เนื่องจากการกลืนน้ำลายเป็นกระบวนการสำคัญในการส่งสารภูมิคุ้มกัน หากไม่ได้กลืนน้ำลายจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณคอหอยและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ปอดได้ด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าอาหารมีส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพร่างกายและสุขภาพในช่องปาก การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถรักษาฟันซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในการรับประทานอาหารให้อยู่กับเราได้นานขึ้น โดยการรับประทานอาหารเพื่อการรักษาสุขภาพช่องปากที่ดีทำได้ดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลายและครบถ้วน  เพื่อให้ได้รับพลังงานและสารอาหารที่เพียงพอ ทำให้สุขภาพกายและสุขภาพฟันแข็งแรง
  2. จำกัดการรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 10% ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน (ประมาณ 10 ช้อนชาต่อวัน) และรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน
  3. ควรรับประทานผัก-ผลไม้สด แทนการรับประทาน ขนมหวานขนมขบเคี้ยว หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เนื่องจาก ผักและผลไม้ มีใยอาหารสูง สามารถป้องกันการเกิดฟันผุจากการเคี้ยวซึ่งช่วยทำความสะอาดฟันและกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย ทำให้ช่องปากมีความเป็นกรดน้อยลง
  4. ไม่รับประทานอาหาร อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล เนื่องจากน้ำลายจะออกมาน้อยในตอนกลางคืนระหว่างนอนหลับ ซึ่งทำให้ในปากเกิดกรดได้ง่าย
  5. ควรประประทานน้ำเปล่าบ่อยๆ เพราะจะช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในช่องปาก ช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียได้

References:

ผศ.ดร.ทพญ. ดุลยพร ตราชูธรรม. งานโภชนบำบัดกับสาขาทันตกรรม. งานประชุมวิชาการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2558. 141-143

Paula Moylihan and Poul Erik Perersen. Diet, nutrition, and the prevention of dental diseases.  Public Health Nutrition. 2004. 7(1A); 201-226

About the author

มารียา หมาดโต๊ะโซ๊ะ

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กลุ่มงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลสตูล