ยาที่ใช้ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2

ยาที่ใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 DM) มักเป็นยาที่ไม่ใช่อินซูลิน แต่การทำความเข้าใจเรื่องการออกฤทธิ์ของยาจะช่วยให้ผู้ให้ความรู้โรคเบาหวานและนักกำหนดอาหารจัดอาหารที่เหมาะสมกับสภาพของโรค วิธีการรักษาและวิถีชีวิตของผู้ป่วยได้ดีขึ้น

dmmed

จากตารางแสดงชนิดและกลไกการออกฤทธิ์แบบคร่าวๆ รวมถึงผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและโอกาสในการเกิด Hypoglycemia เราสามารถแบ่งคำแนะนำได้ดังนี้

  1. กลุ่มที่ไม่ต้องกังวลกับการออกฤทธิ์ของยา ให้คำแนะนำอาหารได้ทันที โดย
    ระยะเวลาการออกฤทธิ์ไม่มีระบุ
    มีผลต่อระดับน้ำตาลอดอาหาร (Fasting glucose) หรือทั้งอดอาหาร (Fasting) และหลังอาหาร (Post-pandrial)
    โอกาสเกิด Hypoglycemia เป็น น้อย หรือ น้อยมาก
    เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความปลอดภัยสูง ความสามารถในการลดระดับน้ำตาลจึงไม่รุนแรงนัก ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารควรได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ระดับน้ำตาลดี
  2. กลุ่มที่จำเป็นต้องกินยาตามเวลาอาหาร หรือพร้อมอาหารเพราะส่วนใหญ่เป็นยาออกฤทธิ์สั้น ใช้ลด post-prandial glucose เป็นหลัก ได้แก่
    Glipizide (Minidiab), Repaglinide (Prandin), Alpha-glucosidase inhibitors และ Exernatide (Byetta)
    โดย 2 ตัวแรกต้องมีคาร์โบไฮเดรตในอาหารถึงจะกินไม่เช่นนั้นจะเกิด hypoglycemia ได้ ส่วน Alpha-glucosidase inhibitors ต้องกินพร้อมอาหารคำแรกจึงจะมีประสิทธิภาพ ส่วน Exernatide ต้องฉีดก่อนมื้ออาหาร
  3. กลุ่มยา SU ซึ่งลดระดับน้ำตาลทั้ง fasting และ post-prandial มีความจำเป็นต้องกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตปริมาณพอดีกับยา ไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินไป ผู้ป่วยมีโอกาสเกิด hypoglycemia ได้ จึงควรส่งเสริมให้มีการเจาะน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อตรวจสอบเวลาเกิดอาการน้ำตาลต่ำทุกครั้ง

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างยากับอาหารแล้ว ยังสามารถใช้ความรู้นี้ประยุคในการจัดการเวลาป่วยของผู้เป็นเบาหวานได้ด้วย

Reference:

  1. Martha M. Funnell M.S.. Life with Diabetes: A Series of Teaching Outlines Fifth Edition Edition. American Diabetes Association.

About the author

ภวินท์พล โชติวรรณวิรัช

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ, อาจารย์
หลักสูตรโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์