Clean Food

          คำเตือน บทความนี้ยาวนิดส์หน่อย เป็นเนื้อหาวิชาการที่ผมพยายามเขียนออกมาในรูปแบบการพูดคุยเล่าเรื่อง เพื่อให้ได้ความรู้สึกเหมือนพูดให้ฟังต่อหน้าทุกท่าน

          เชื่อเหลือเกินว่าหลายต่อหลายคนคงเคยได้ยินกันในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการกินอาหารคลีน (eat clean) กันมาบ้างแล้ว หรือบางท่านตอนนี้กำลังกินอาหารคลีนอยู่ด้วย  อาหารคลีนคืออะไรกันแน่…..ผมเองได้ลองค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพื่อหาต้นตอว่าอาหารคลีนจริงๆแล้วมีนิยามยังไงกันแน่ ใครเป็นคนคิดชื่อนี้ขึ้นมาเท่าที่พอจะสรุปจากการอ่านในอินเตอร์เน็ต อาหารคลีน (Clean food) คืออาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด  แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่า อาหารคลีน คงเป็นคำศัพท์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ดูดี ทันสมัยเข้ากับยุคปัจจุบันที่กระแสสุขภาพกำลังมาแรง มันเหมือนเป็นแฟชั่นการกินรูปแบบหนึ่ง ว่ากันง่ายๆการกินอาหารคลีนคือ กลับสู่สามัญ (Back to the basic) กินแบบคนโบราณนั้นแหละครับ

          รูปแบบอาหารคลีนเท่าที่ทราบคือเป็นฯ็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบสดๆ ที่หาได้ตามฤดูกาล หรือตามท้องถิ่นต่างๆ และนำมาปรุงแต่งที่ไม่ซับซ้อน เน้นรสชาติของวัตถุดิบเป็นหลัก และจะไม่ใช่วัตถุดิบแปรรูป (ไส้กรอก ลูกชิ้น อาหารสำเร็จรูปต่างๆ)  หรือเครื่องปรุงรสที่มีสารเคมีมาปรุงรส แล้วก็โดยมากแล้วอาหารคลีนที่ว่าโดยส่วนใหญ่พลังงานไม่สูงมาก เพราะอาหารคลีนจะไม่ใช้การทอดน้ำมันท่วม จะใช้ ปิ้ง/ย่าง/นึ่ง/ต้ม/ยำ ซะส่วนใหญ่  บางคนที่กินอาหารคลีนก็พยายามสรรหาวัตถุดิบแปลกๆ แต่ผมคิดว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ หาวัตถุดิบจากบ้านๆนี้แหละดีที่สุด ราคาถูกอีกต่างหาก โดยเฉพาะถ้าปลูกกินเองได้จะดีเลยทีเดียว นอกจากนี้อาหารพื้นบ้านต่างๆ ถ้าพิจารณาดีๆแล้วก็จัดได้ว่าเป็นอาหารคลีนได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง ผักต้ม ผักลวกจิ้มน้ำพริก แกงเลียง ต้มจืด ผัดผักรวมมิตร ปลานึ่ง ถั่วต้ม เป็นต้น

          เมื่อไม่นานมานี้ผมพึ่งจะได้ยินคำว่า Orthorexia nervosa จากเพื่อนและรุ่นพี่ทำงานในสายอาชีพเดียวกัน ไม่รอช้าผมรีบหาข้อมูลมาอับเดทความรู้เลย ข้อมูลจาก The Dietitians Association of Australia (DAA) ได้กล่าวถึง Orthorexia ว่าถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เข้มงวดเกินไปและไม่มีความยืดหยุ่น เริ่มแรกจากความตั้งใจที่จะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่พอนานเข้าทำจนสุดโต้ง แม้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีสุขภาพดีเป็นเรื่องที่เราควรสนับสนุนให้ทุกคนปฏิบัติตาม  กระนั้นก็ตามพฤติกรรมการกินอาหารที่เข้มงวดเกินไปก็จะลดทอนความสุขจากการกินอาหารได้จริงมั้ย ความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อนฝูงลดลงเนื่องจากบางครั้งเราอาจจะต้องเข้าไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนที่ร้านอาหารบ้างซึ่งอาหารก็ไม่ได้ดีต่อสุขภาพทุกอย่าง จะว่ากันง่ายๆคือ Orthorexia nervosa คือคนที่หมกมุ่นกับเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพจนเกินไปครับ ลองนึกถึงโฆษณาที่ผู้หญิงถามว่าผักจากที่ไหน ล้างกี่ครั้ง ปลอดสารมั้ย GMO..ป่ะ แล้วปลูกแบบออรแกนิกมั้ย อะไรประมาณนั้น

          รองสุดท้าย โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ข้อมูลในโลกออนไลน์มีมากมายเหลือเกิน ข้อมูลจาก DAA ยังบอกไว้ว่าบุคคลที่จัดอยู่ในกลุ่มของ Orthorexia nervosa ส่วนใหญ่มักจะมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการซึ่งอาจจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการแสบสื่อข้อมูลโภชนาการแบบออนไลน์ต่างๆ โปรดใช้ความระมัดระวังเสมอ ควรตรวจสอบข้อมูล ว่าใครคือผู้เขียน มีแหล่งอ้างอิงหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดหากไม่มั่นใจในข้อมูลควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่เชื่อถือได้

           สุดท้ายแล้ว เย้…เหมือนเด็กดีใจที่โรงเรียนจะปิดเทอม……ผมเองในฐานะนักกำหนดอาหารคนส่วนใหญ่คิดว่าจะต้องกินอาหารคลีน อาหารสุขภาพ เปล่าเลยครับผมก็กินเหมือนคนทั่วๆไป เพียงแต่ให้เราเรียนรู้วิธีการเลือกซื้อ เลือกกิน รู้ปริมาณ หยืดหยุ่นกันได้ บางครั้งของดีใช้ว่าจะดี เหมือนน้ำมันมะกอกจัดว่าเป็นน้ำมันที่ดีแต่ถ้าคุณเล่นกินกันหลายสิบช้อนโต๊ะต่อวันมันก็อันตรายต่อสุขภาพ หรือพวกของทอดอาจดูเหมือนไม่ดีแต่ถ้าคนไหนกินเป็น กล่าวคือกินแบบพอดี กินนานๆครั้ง ก็ไม้เห็นเสียหายอะไรเนี่ย หรือบางโอกาสก็ออกไปกินอาหารข้างนอกกับเพื่อนๆบ้าง ชีวิตดี๊ดี มีความสุขไปอีกแบบ ชีวิตใน 1 ปี กินข้าวทุกวันวันละสามมื้อถ้ากินคลีนจริงๆ ผมนี่เครียดแน่นอน

        อ่านข้อมูล Orthorexia จากต้นฉบับได้จาก The Dietitians Association of Australia (DAA) ตามลิ้งด้านล่าง

Reference:

Dietitians Association of Australia. Orthorexia. [Accessed at: http://daa.asn.au/for-the-media/hot-topics-in-nutrition/orthorexia/]

About the author

อนิรุต เกปัน

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กลุ่มงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลปัตตานี