Nutrition Diagnosis การวินิจฉัยทางโภชนาการ

การวินิจฉัยทางโภชนาการ (Nutrition Diagnosis) เป็นขั้นตอนถัดมาหลังจากการประเมินภาวะโภชนาการ โดยจะเป็นการระบุปัญหาทางโภชนาการที่นักกำหนดอาหารสามารถแก้ปัญหานั้นๆ ได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการวินิจฉัยของแพทย์ เพราะนักกำหนดอาหารไม่ได้มีหน้าที่ในการวินิจฉัยโรค ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยรายหนึ่ง แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 แพทย์จึงส่งต่อผู้ป่วยมาพบนักกำหนดอาหาร นักกำหนดอาหารก็จะต้องประเมินภาวะโภชนาการ และวินิจฉัยปัญหาทางโภชนาการ ซึ่งอาจเป็น “น้ำหนักตัวไม่เหมาะสม” หรือ “บริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป” ซึ่งปัญหาเหล่านี้นักกำหนดอาหารสามารถให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็น “เบาหวานประเภทที่ 2” ซึ่งคำวินิจฉัยทางโภชนาการที่เหมาะสม จะทำให้นักกำหนดอาหารสามารถตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง และเลือกตัวชี้วัดที่สามารถเปรียบเทียบค่าได้ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหา และการติดตามผลอย่างเหมาะสมเพื่อไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ การวินิจฉัยทางโภชนาการ จะมองปัญหาอยู่ 3 หมวดหมู่ คือ

  • ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการได้รับอาหารและสารอาหาร เช่น ได้รับอาหารหรือสารอาหารมากเกิน/ น้อยเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ หรือเคยได้รับ
  • ปัญหาทางคลินิก คือปัญหาทางโภชนาการที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายหรือสภาวะทางคลินิกได้
  • ปัญหาทางพฤติกรรม-สิ่งแวดล้อม เช่น ความรู้ ทัศนคติ ความเชื่อ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ การเข้าถึงอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร เป็นต้น

รูปแบบของการเขียนคำวินิจฉัยทางโภชนาการ จะใช้รูปแบบที่เรียกว่า PES (Problem-Etiology-Sign/symptoms) โดยตามมาตรฐานสากล จะเขียนในรูปของ “Problem related to etiology as evidenced by sign/symptoms” หรือ “ปัญหา(…) เนื่องจาก(…) สังเกตได้จาก(…)” โดย

  • Problem ปัญหาทางโภชนาการ เป็นการระบุปัญหาที่เกิดหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในทางโภชนาการ ที่นักกำหนดอาหารพบ หลังจากประเมินภาวะโภชนาการเรียบร้อยแล้ว
  • Etiology สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของปัญหา คือปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาทางโภชนาการ หรือทำให้ปัญหานั้นๆ คงอยู่ การวินิจฉัยสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เนื่องจากจะทำให้นักกำหนดอาหารสามารถวางแผนการดูแลทางโภชนาการได้ โดยดำเนินการแก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม หรือปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลให้เกิดปัญหา และนอกจากนี้ ปัญหาทางโภชนาการปัญหาหนึ่ง อาจเป็นสาเหตุของการเกิดอีกปัญหาหนึ่งได้ การวิเคราะห์หาสาเหตุที่ถูกต้อง จะทำให้นักกำหนดอาหารสามารถลำดับการดูแลทางโภชนาการได้อย่างเหมาะสม โดยการเรียงลำดับของปัญหา จะต้องเรียงลำดับจากความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหาแต่ละปัญหาก่อนเสมอ
  • Signs/Symptoms อาการแสดง คือตัวแปรต่างๆ ที่เป็นข้อมูลจากการประเมินภาวะโภชนาการ ที่เกี่ยวข้องหรือแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงระบุความรุนแรงของปัญหานั้นๆ ด้วย โดยอาจเป็นข้อมูลรูปธรรม (objective) หรือนามธรรม (subjective) ก็ได้ การระบุสัญญาณและอาการแสดงที่ถูกต้อง จะทำให้นักกำหนดอาหารสามารถแก้ไขปัญหา และเลือกตัวชี้วัดในการติดตามและประเมินผลได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการเขียนคำวินิจฉัยทางโภชนาการนั้น นิยมเขียนเป็นภาษาอังกฤษ โดยสมาคมโภชนาการและการกำหนดอาหารประเทศสหรัฐอเมริกา ได้บัญญัติศัพท์เฉพาะทางด้านโภชนาการและการกำหนดอาหาร (Nutrition Care Process Terminology; NCPT) เพื่อให้นักกำหนดอาหารในแต่ละประเทศสามารถเขียนคำวินิจฉัยทางโภชนาการโดยใช้ศัพท์เดียวกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานเดียวกันให้กับการทำงานด้านการกำหนดอาหารทั่วโลก โดยมีศัพท์บัญญัติทั้งสำหรับการประเมินและติดตามผล การวินิจฉัย และการแก้ไขปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม นักกำหนดอาหารสามารถระบุปัญหาทางโภชนาการด้วยตนเองได้ หากปัญหาที่พบนั้นไม่มีศัพท์บัญญัติไว้ ตัวอย่างของการเขียนคำวินิจฉัยทางโภชนาการโดยใช้ศัพท์บัญญัติ NCPT เช่น

  • Excessive energy intake related to frequent consumption of large portions of high fat meals as evidenced by average daily intake of energy exceeding recommended amount by 500 kcal and 5-kg weight gain during the past 6 months. ผู้ป่วยได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินไป เนื่องจาก การบริโภคอาหารไขมันสูงในปริมาณมากบ่อยครั้ง สังเกตได้จาก การได้รับพลังงานเกินจากความต้องการต่อวัน วันละ 500 กิโลแคลอรี ร่วมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 5 กิโลกรัมใน 6 เดือนที่ผ่านมา
  • Inappropriate infant feeding practice related to mother’s lack of knowledge as evidenced by infant receiving bedtime fruit juice in a bottle. การให้อาหารทารกไม่เหมาะสม เนื่องจาก แม่ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นได้จาก การที่แม่ให้ลูกดื่มน้ำผลไม้ในขวดนมก่อนนอนทุกคืน
  • Unintended weight loss related to inadequate energy intake by enteral feeding as evidenced by average daily intake of energy less than recommended amount by 500 kcal and 4-kg weight loss over past month. ผู้ป่วยมีน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจาก การได้รับพลังงานจากอาหารทางสายให้อาหารไม่เพียงพอ เห็นได้จาก การได้รับพลังงานน้อยกว่าความต้องการวันละ 500 กิโลแคลอรี ร่วมกับ น้ำหนักตัวที่ลดลง 4 กิโลกรัมภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา
  • Risk of weight gain related to a recent decrease in daily physical activity as evidenced by patient history of sports injury. ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่น้ำหนักจะเพิ่ม เนื่องจาก กิจกรรมทางกายลดลงอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จาก ประวัติของผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

Reference:

  • American Dietetic Association. Nutrition care process and model part I: The 2008 update. J Am Diet Assoc. 2008; 108(7): 1113-7.
  • American Dietetic Association. Nutrition care process part II: Using the international dietetics and nutrition terminology to document the nutrition care process. J Am Diet Assoc. 2008; 108(8). 1287-93.
  • Academy of Nutrition and Dietetics. International dietetics and nutrition terminology reference manual. 4thed; 2013.

 

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา