ว่าด้วยเรื่องนักกำหนดอาหาร กับ Specialty ทางคลินิก

เพราะนักกำหนดอาหารไทย ต้องทำงานเหมือนเป็ด ตั้งแต่ในครัวไปจนถึงบนวอร์ด รึเปล่า? เลยทำให้ดูว่าไม่มี specialty ซักอย่าง เลยทำให้การยอมรับในเชิงของวิชาชีพน้อยกว่าวิชาชีพอื่นๆ ถ้าเป็นแพทย์ก็น่าจะอารมณ์เหมือนเป็น GP หมดทุกคน ไม่ได้เป็นเฉพาะทาง เมื่อเปรียบเทียบกับแพทย์เฉพาะทางก็ดูจะเกิดข้อเปรียบเทียบ

หรืออย่างเช่นวิชาชีพอื่นที่มี sub-specialty (เช่นเภสัช IV, TDM, Onco, บลาๆ หรือกายภาพก็มี neuro, ortho, บลาๆ)

มันเลยทำให้เวลาจะขับเคลื่อนในส่วนของบทบาทวิชาชีพ มันดูไปได้ช้า เพราะวิชาชีพนักกำหนดอาหาร (ที่จริงๆ แล้วก็ยังตกลงคำเรียกที่มันเป็นคำเดียวกันไม่ได้เลยว่าจะใช้นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ หรือโภชนากร) ดู “ไม่เก่ง” เหมือนวิชาชีพอื่นๆ

เอาง่ายๆ ว่าแค่งานประชุมวิชาการนักกำหนดอาหาร เอาแค่ที่เคยเข้าประชุมมา ส่วนที่เป็นเนื้อหาวิชาการ ส่วนใหญ่เป็นแพทย์มาพูดหมดเลย ถ้าเป็นวิชาชีพอื่นมาพูด ส่วนมากก็จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ในส่วนของนักกำหนดอาหารที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจริงๆ ก็จะมีโอกาสพูดแค่อารมณ์แบบ เรื่องที่เป็นเชิงเทคนิค เชิงปฏิบัติการ แต่ไม่ใช่เนื้อหาวิชาการ หรือแม้แต่รีเสิร์ชก็จะเป็นแนว R2R พื้นฐานๆ เอาข้อมูลที่ทำๆ อยู่มาวิเคราะห์แล้วก็สร้างออกมาในรูป Presentation

ซึ่งไม่ใช่ว่ามันไม่ดี จริงๆ คือมันดี เพราะมันเป็นการพัฒนาคุณภาพการทำงาน แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าเกิดงานประชุมวิชาการนักกำหนดอาหาร เป็นงาน “วิชาการ” โดย “นักกำหนดอาหาร” เป็นผู้ขับเคลื่อนทางวิชาการ เช่น Update Guidelines อ้วน เบาหวาน หัวใจ ก็น่าจะเป็น “นักกำหนดอาหารที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านอ้วน เบาหวาน หัวใจ” อะไรแบบนี้

แต่ปัญหาก็จะเกิดขึ้นว่า “แล้วตัวนักกำหนดอาหารที่ทำงานอยู่เองมีความสามารถเพียงพอมั้ยในการศึกษาค้นคว้าอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ หรือเป็นคนวิจัย สร้างข้อมูลใหม่ๆ ขึ้นมาเอง”

ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าคำตอบที่แท้จริง จะเป็น “เพียงพอ” หรือ “ไม่เพียงพอ”

แต่ในกรณีที่ “ไม่เพียงพอ” ถ้าลองมาดูสาเหตุของปัญหา เป็นไปได้มั้ยว่ามันเกิดจาก

  • ภาระหน้าที่งานที่ overload เกินกว่าที่จะมีเวลามานั่งอ่านหนังสือ
  • facility ที่จะช่วยให้นักกำหนดอาหารสามารถเข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ได้เองโดยที่ไม่ต้องรองานประชุม เป็นต้นว่า access ในการเข้าถึงไกด์ไลน์ใหม่ๆ ที่มีการ publish หรือ article ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ
  • ภาษา ที่ยังไงก็ยังคงเป็นอุปสรรคของคนไทยต่อการเข้าถึงข้อมูล
  • ความคุ้มค่าในการลงทุนอ่านหนังสือ เพราะถ้าไม่ได้ benefit ใดๆ เพิ่มเติม ก็คงไม่มีใครมานั่งอ่านหนังสือให้เสียเวลาทำมาหากินอย่างอื่น เอาเวลาไปทำกับข้าวขายยังดูมีประโยชน์กว่า ฯลฯ
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

แล้วสมมติว่าถ้าเราจะแก้ไข เราจะแก้ยังไงดี? เป็นไปได้มั้ยว่า ระหว่างที่กำลังดำเนินการขอใบประกอบวิชาชีพ CDT เราจะมานั่งคิดเรื่อง Sub-Speciality หรือ Board ของนักกำหนดอาหารเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ซึ่งอารมณ์เหมือน Certification ของอเมริกา ที่ผู้ที่จะสอบได้ ต้อง

  • เป็นนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ
  • มีประสบการณ์ในการทำงานด้านที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย x ปี
  • ผ่านการสอบทางวิชาการในหัวข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรง

และอาจจะเพิ่มว่า

  • ต้องทำ research ในด้านที่เกี่ยวข้องกับ sub-specialty โดยมี guidance จากผู้เชี่ยวชาญ อย่างน้อยปีละ 1 เรื่อง
  • ต้อง attend continuing education อย่างน้อย x ชั่วโมงต่อปี
  • ต้องเป็นวิทยากรในด้านที่เกี่ยวข้องกับ sub-specialty อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

คือนอกจากความสามารถด้านปฏิบัติการ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนที่จะสอบต้องมีความสามารถ เป็นไปได้มั้ยว่าเราอยากจะเพิ่มพูน “ความสามารถทางวิชาการ” ด้วย

จริงๆ ก็เหมือนแพทย์ที่มี CME, มี update, มี journal club, case conference อะไรประมาณนี้โดยตลอดเพื่ออัพเดท

โดยเราอาจจะไม่ต้องเลียนแบบของอเมริกาก็ได้ อาจจะมี board สไตล์ไทยๆ เช่น

  • Certified Specialist in Food Service
  • Certified Specialist in Diabetic Nutrition
  • Certified Specialist in Renal Nutrition
  • Certified Specialist in Cardiovascular Nutrition
    ฯลฯ

ระหว่างนั้น สมาคมนักกำหนดอาหารก็อาจจะกำหนด Scope of Practice ของ “GP Dietitian” ว่าจะต้องมีอะไรบ้างๆ พร้อมทั้งแบ่งเงินที่ได้จากสปอนเซอร์นิดหน่อยมาซื้อ access ให้นักกำหนดอาหารสามารถเข้าถึง facility ที่บอกข้างต้นได้ ก็น่าจะเป็นตัวช่วยให้เอื้อต่อการพัฒนาวิชาชีพได้

เชื่อด้วยตัวเองว่า ถ้าโอกาสเอื้อ มีคนอยากพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยากจะเป็น specialty ในด้านใดซักด้านที่ตัวเองดูพอจะไปได้ อย่างแน่นอน ซึ่งตรงจุดนี้ สมาคมก็ต้องผลักดัน “ความเป็น specialist” ให้คนที่ได้ ได้ benefit คุ้มค่ากับการอ่านหนังสือด้วย เพราะถ้าเสียเวลาสอบ ได้ cer มาแล้ว แต่ดูไม่มีประโยชน์ใดๆ ก็คงไม่มีคนสอบ (CDT หลายๆ คนยังไม่สอบด้วยซ้ำ เพราะโรงพยาบาลรัฐเอาไปเพิ่มเงินเดือนไม่ได้)

ซึ่งเชื่อด้วยตัวเอง (อีกแล้ว) ว่าทำได้ เพราะอย่างโรงพยาบาลเอกชนตอนนี้ ถ้ามี CDT ก็ได้เงินเพิ่มเกือบทุกโรงพยาบาล (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีผลทางกฎหมาย เอาง่ายๆ คือโรงพยาบาลรัฐยังไม่ได้ก็เถอะ) ถ้ามี Certification of Specialty ก็น่าจะได้เพิ่มไปอีก และน่าจะทำให้กำหนดตำแหน่งเฉพาะทางได้ อย่างน้อยก็ในโรงพยาบาลเอกชน (ซึ่งขับเคลื่อนง่ายกว่าโรงพยาบาลของรัฐ แต่มันก็ยังดี เพราะถ้าโรงพยาบาลเอกชนพากันทำ โรงพยาบาลรัฐก็คงต้องปรับปรุงบางอย่างช้าๆ เหมือนกัน)

แต่

ทั้งหมดนี้พิมพ์ด้วยความเชื่อล้วนๆ ยังไม่เป็นความจริง แต่เพราะความเชื่อไม่ใช่หรือ? ที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความหวัง 🙂

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา