Nutrition Care Process ในหญิงที่มีเบาหวานขณะตั้งครรภ์

วันนี้มาอัพเดทเรื่องราวของโรคเบาหวานกันครับ แต่ไม่ใช่โรคเบาหวานประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 ที่เราพบเจอกันโดยทั่วไป แต่อยากจะขอมาอัพเดทเรื่องของเบาหวานที่อาจจะพบได้น้อยกว่า แต่ก็พบมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus; GDM) นั่นเองครับ ไกด์ไลน์วันนี้ก็เอามาจาก Evidence Based Analysis ของ Academy of Nutrition and Dietetics สหรัฐอเมริกา ในปี 2008 ครับ เก่านิดนึงแล้ว แต่ยังใช้ได้ค่อนข้างดีครับ และเหมือนเดิม ขออนุญาตสรุปคร่าวๆ เอาเฉพาะประเด็นสำคัญๆ มาให้ครับ อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อหลังไมค์ได้ครับ J

การคัดกรองทางโภชนาการและการส่งต่อมายังนักกำหนดอาหาร

  • ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงในการเกิด GDM นักกำหนดอาหารควรติดตามและประเมินการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก ปริมาณอาหารที่บริโภค และกิจกรรมทางกาย เนื่องจากความอ้วน น้ำหนักที่เกิน รวมถึงการบริโภคไขมันอิ่มตัวสูงๆ มีความสัมพันธ์กับการเกิด GDM แต่ในทางกลับกัน การมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงการเกิด GDM ได้
  • หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น GDM ควรได้รับการส่งต่อมายังนักกำหนดอาหารภายใน 1 สัปดาห์หลังจากการวินิจฉัย และควรพบนักกำหนดอาหารอย่างน้อย 3 ครั้ง งานวิจัยระบุว่าการให้โภชนบำบัดทางการแพทย์โดยนักกำหนดอาหารตั้งแต่แรกเริ่มที่เป็น GDM และมีการติดตามอย่างน้อยอีก 2 ครั้ง ช่วยส่งเสริมสุขภาพของทั้งมารดาและทารกในครรภ์ได้
  • ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความทนของน้ำตาลบกพร่อง (IGT) ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ นักกำหนดอาหารควรให้คำแนะนำเช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็น GDM เนื่องจากไม่ว่าจะเป็น IGT หรือ GDM ก็ส่งผลในทางลบต่อสุขภาพมารดาและทารกไม่แตกต่างกัน
  • การติดตามและประเมินผลทางโภชนาการ นักกำหนดอาหารควรติดตามระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลง ปริมาณและชนิดของอาหารที่บริโภค กิจกรรมทางกาย และการรักษาทางการแพทย์ที่ได้รับ (หากมี เช่น การใช้อินซูลิน เป็นต้น)

การประเมินภาวะโภชนาการและการติดตามประเมินผลทางโภชนาการ

  • นักกำหนดอาหารควรประเมินปริมาณและชนิดอาหารที่หญิงตั้งครรภ์บริโภค กิจกรรมทางกาย และยาที่ได้รับ รวมถึงสภาวะเงื่อนไขของแต่ละบุคคล (เช่นความกังวล ความเชื่อ ความชอบเกี่ยวกับอาหาร) เพื่อการออกแบบการให้โภชนบำบัดทางการแพทย์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • นักกำหนดอาหารควรประเมินค่าดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์เพื่อเป็นตัวบ่งชี้ว่าหญิงตั้งครรภ์แต่ละบุคคลควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เท่าใด งานวิจัยระบุว่าค่าดัชนีมวลกายเป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางโภชนาการของหญิงตั้งครรภ์ได้ดีกว่าน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว

การให้โภชนบำบัดทางการแพทย์

  • พลังงาน เนื่องจากการลดน้ำหนักขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ นักกำหนดอาหารจึงไม่ควรจำกัดอาหารจนพลังงานต่ำเกินไป แต่ควรควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการพลังงานต่อวัน เพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์ให้อยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงตั้งครรภ์ที่อ้วน/น้ำหนักเกิน การจำกัดพลังงานอยู่ที่ประมาณ 70% ของ DRI สำหรับหญิงตั้งครรภ์ช่วยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นช้าลง (อยู่ในช่วงที่ยอมรับได้) ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM โดยที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อมารดาและทารกในครรภ์ รวมถึงไม่เกิดภาวะ ketonuria อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องอาศัยการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด
  • คาร์โบไฮเดรต นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์บริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่น้อยกว่า 175 กรัมต่อวัน (อ้างอิงจาก DRI) เพื่อให้ทารกในครรภ์ได้รับกลูโคสเพียงพอ และป้องกันภาวะ ketosis แต่อย่างไรก็ตามปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคก็ไม่ควรเกิน 45% ของความต้องการพลังงานต่อวันในหญิงตั้งครรภ์ที่มี GDM เนื่องจากการบริโภคคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไปจะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง และเพิ่มความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดมามีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ (Large-for-gestational age) และเพิ่มความเสี่ยงทีจะต้องผ่าตัดคลอดได้
  • โปรตีนและไขมัน นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้บริโภคโปรตีนและไขมันในปริมาณที่เพียงพอ ตาม DRI สำหรับหญิงตั้งครรภ์
  • วิตามินและแร่ธาตุ หากการบริโภคอาหารโดยทั่วไปของหญิงตั้งครรภ์ เมื่อประเมินแล้วทำให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุไม่เพียงพอ อาจแนะนำให้เสริมวิตามินและแร่ธาตุได้โดยที่ต้องเป็นปริมาณที่เหมาะสม (ไม่เกิน DRI) และรูปแบบเหมาะกับหญิงตั้งครรภ์
  • กิจกรรมทางกาย นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM เพิ่มกิจกรรมทางกาย อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ยกเว้นกรณีมีข้อห้ามทางการแพทย์ที่ห้ามออกกำลังกาย งานวิจัยระบุว่าการมีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดความไม่สบายตัวของมารดาขณะตั้งครรภ์ได้ โดยไม่ส่งผลในทางลบต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ รวมถึงยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM ได้
  • SMBG นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM ตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ทั้งน้ำตาลขณะอดอาหาร และน้ำตาลหลังรับประทานอาหารแล้ว เพื่อให้สามารถประเมินอาหารที่บริโภคกับระดับน้ำตาลในเลือดได้ และป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหลังอาหาร
  • สารให้ความหวาน หญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM สามารถใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ แต่ควรบริโภคเฉพาะสารให้ความหวานที่ FDA ให้การรับรองแล้วว่าปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรบริโภคในปริมาณมาก (และหากเลือกไม่บริโภคได้ก็ดีกว่า -ความเห็นผู้เขียน)
  • การให้นมบุตร นักกำหนดอาหารควรส่งเสริมการให้นมบุตรในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM ยกเว้นมีข้อห้ามทางการแพทย์ งานวิจัยระบุว่าแม้เพียงระยะสั้น แต่การให้นมบุตรมีผลระยะยาวต่อกระบวนการเมแทบอลิซึมของกลูโคส และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ในทารกได้ด้วย
  • แอลกอฮอล์ นักกำหนดอาหารควรห้ามหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM ไม่ให้ดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำอาหารด้วย เพราะการดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงนิดเดียว ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ได้
  • ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์สามารถบริโภคอาหารได้น้อย (โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต) และมีน้ำหนักลด หรือน้ำหนักไม่เพิ่มตามเกณฑ์ นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้มีการตรวจระดับคีโตนในปัสสาวะเพื่อประเมินภาวะ ketonuria การมีภาวะ ketonemia ร่วมกับ ketonuria ขณะตั้งครรภ์มีผลต่อระดับสติปัญญาของเด็กทารกในระยะยาว
  • ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ GDM ที่อ้วน/มีน้ำหนักเกิน หรือมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเกณฑ์ นักกำหนดอาหารควรแนะนำให้ลดน้ำหนักหลังคลอดแล้ว (ซึ่งประกอบไปด้วยการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย) งานวิจัยระบุว่าการลดน้ำหนักหลังคลอดจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด GDM ในการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ในอนาคตได้

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ ถ้ามีอะไรอัพเดทอีกจะเอามาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ นะครับ ติดตามชมได้ ถูกใจชอบใจ แชร์ได้ตามสะดวกเลยครับ J

Reference:

  • Academy of Nutrition and Dietetics. Gestational Diabetes Mellitus (GDM) Guideline Evidence Analysis Library. 2010. [Accessed at http://www.andeal.org/topic.cfm?menu=5288]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา