พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ: Binge Eating

ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ส่วนตัวแล้วค่อนข้างสนใจเกี่ยวกับเรื่องของโรคการกินที่ผิดปกติ (eating disorder) เลยขอเอามาเล่าให้ฟังกันเยอะหน่อยนะครับ 🙂 วันนี้ขอมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติแบบหนึ่งที่เรียกว่า binge eating (BE) หรือถ้าเรียกเป็นภาษาไทยก็ประมาณว่า พฤติกรรม “ตบะแตก” นั่นเองครับ

ในประเทศไทย คิดว่ายังไม่มีการสำรวจอัตราการเกิดพฤติกรรม BE แต่ในสหรัฐอเมริกา พบว่า ประมาณ 3% ของประชากรสหรัฐฯ มีภาวะ BE ครับ โดยการเกิดพฤติกรรม BE นั้นไม่ขึ้นกับน้ำหนักตัว นั่นแปลว่าจะมีน้ำหนักตัวปกติ หรือน้ำหนักเกิน ก็เกิดพฤติกรรมนี้ได้ครับ ลักษณะโดยทั่วไปของ BE คือ

  • กินอย่างรวดเร็ว (มากกว่าความเร็วในการกินปกติ)
  • กินจนอิ่มมากเกินไปจนรู้สึกอึดอัด
  • กินแม้ว่าจะไม่หิว
  • กินคนเดียว เพราะมีความรู้สึกอาย
  • รู้สึกแย่ ซึมเศร้า รู้สึกผิดหลังจากกินเสร็จแล้ว

ข้อมูลเกี่ยวกับ BE ในปัจจุบันยังมีไม่เยอะมาก แต่เท่าที่มีก็บ่งชี้ว่า อาการ BE นี้เป็นผลพวงมาจากความผิดปกติทางจิตใจได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า หรือเป็นจากความพยายามในการลดน้ำหนัก แต่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เป็นต้นครับ

ความน่ากลัวของ BE ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายในระยะสั้นมากนัก (ยกเว้นว่าคนที่มีพฤติกรรม BE จะมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนด้วย) แต่อย่างไรก็ตาม BE ส่งผลทำให้เกิดโรคทางจิตใจได้หลากหลายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ภาวะเครียด นอนไม่หลับ ไปจนถึงโรคซึมเศร้า และความคิดที่จะฆ่าตัวตายได้เลยครับ

แล้วนักกำหนดอาหารมีบทบาทอย่างไรในการดูแลคนไข้ที่มีภาวะ BE? สิ่งสำคัญที่สุดเลยต้องบอกว่า ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุครับ เพราะโดยมากแล้วการเกิด BE นั้นมักจะเป็นการแสดงออกที่ตามมาจากปัญหาทางจิตใจ ดังนั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือจิตใจครับ ดังนั้นการส่งต่อคนไข้เพื่อปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา เพื่อทำการบำบัด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา การใช้ cognitive behavioral therapy หรือการใช้จิตบำบัด (psychotherapy) ก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำครับ

หลังจากที่ได้รับการรักษาทางจิตเวช/จิตวิทยาแล้ว บทบาทของนักกำหนดอาหารจึงตามมาครับ นั่นก็คือการให้คำปรึกษาทางโภชนาการเพื่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพนั่นเองครับ การให้คำปรึกษาในกลุ่มคนไข้ที่มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ ควรเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหาร แทนที่จะเป็นการควบคุม/จำกัด ลองเปลี่ยนเป็นการเสนอพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ส่งเสริมสุขภาพแทน น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนไข้ที่มีโรคอ้วนด้วย การนำตัวเลขน้ำหนัก หรือตัวเลขแคลอรีมาเป็นเป้าหมาย คงจะไม่เหมาะในคนไข้กลุ่มนี้ครับ ลองเปลี่ยนเป็นเป้าหมาย การเดินออกกำลังกายให้มากขึ้น การกินผักผลไม้ให้มากขึ้น การดื่มน้ำเปล่ามากขึ้น ฯลฯ อาจจะทำให้คนไข้ให้ความร่วมมือมากกว่า และทำให้ผลการรักษาดีกว่าการแนะนำการควบคุม/จำกัดอาหารครับ 🙂

อ้างอิง

Ozier AD, et al. American Dietetic Association. Position of the American Dietetic Association: nutrition intervention in the treatment of eating disorders. J Am Diet Assoc. 2011; 111(8): 1236-41.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา