Health-at-every-size Approach กับนักกำหนดอาหาร

ได้มีโอกาสอ่านบทความจาก Nutrition411 ที่เขียนโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพของสหรัฐอเมริกา Anne Danahy เกี่ยวกับเรื่องของแนวคิด Health-at-every-size (HAES) จึงขออนุญาตเอามาแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยให้ได้อ่านกันนะครับ 🙂 ผมเคยเขียนเกี่ยวกับแนวคิด HAES ไว้แล้ว ที่นี่ ลองไปย้อนอ่านเพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นก่อนได้นะครับ

อย่างที่บอกไปเสมอ ว่าแนวคิดในปัจจุบันเกี่ยวกับสุขภาพ มักจะมุ่งไปที่การมีน้ำหนักตัวที่อยู่ในเกณฑ์ปกตินะครับ ดังนั้นการมีน้ำหนักตัวเกินหรือมีภาวะอ้วนนั้นจึงกลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขกันไป แน่นอนว่ามีข้อมูลทางวิชาการมากมายที่แสดงให้เห็นว่าการมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลากหลายด้าน และการลดน้ำหนักนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของบุคคล อันนี้เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับอีกเช่นกันก็คือ ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถลดน้ำหนักได้อย่างประสบผลสำเร็จ และมีอีกจำนวนมากที่สามารถลดน้ำหนักได้แล้ว แต่น้ำหนักก็เด้งกลับไปเหมือนเดิมหลังจากเลิกลดน้ำหนัก และโดยมาก เวลาที่น้ำหนักเด้งกลับไป ถ้าไม่เท่าเดิมก็มากกว่าเดิม และนี่จะทำให้เวลาจะลดน้ำหนักใหม่อีกครั้งเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความเครียด ความหมดกำลังใจ ไปจนถึงขั้นเกิดโรคการกินผิดปกติ (eating disorder) ได้เลยครับ

แนวคิด HAES จึงเกิดขึ้นมา โดยเป็นแนวคิดเพื่อสุขภาพที่ไม่ได้คำนึงถึงน้ำหนักตัว รวมถึงไม่เน้นการ “ไดเอ็ท” หรือจำกัดอาหารมาก ๆ แนวคิดนี้เชื่อว่าสุขภาพร่างกายและจิตใจของคนเราสำคัญกว่าตัวเลขน้ำหนักตัวครับ หลักการทั่วไปของแนวคิด HAES มีดังนี้ครับ

  • รูปร่างและขนาดตัวของคนเรามีหลากหลาย ไม่มีรูปร่างหรือขนาดตัวใด ๆ ที่ดีต่อสุขภาพที่สุด
  • การจำกัดอาหารเพื่อการลดน้ำหนักมักจะไม่ค่อยได้ผล และอาจส่งผลเสียต่อพฤติกรรมการกินโดยรวมเพื่อสุขภาพได้
  • ใช้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในร่างกายในการกำหนดชนิด-ปริมาณอาหารที่กิน
  • การที่จะมีสุขภาพดี นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว ยังต้องมีสุขภาพจิตใจ สังคม และอารมณ์ที่ดีด้วย

จุดเริ่มต้นของแนวคิด HAES มาจากปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “obesity paradox” หรืองานวิจัยที่พบว่าคนที่ BMI ต่ำกว่า ไม่จำเป็นต้องมีอัตราการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตที่มากกว่าคนที่ BMI สูงกว่าเสมอไป มีงานวิจัยจากทั้งฝั่งเอเชียและตะวันตกเพื่อยืนยันปรากฎการณ์นี้เช่นกันครับ นักวิจัยหลาย ๆ คนก็ตั้งสมมติฐานว่า การที่จะมีสุขภาพดีและชีวิตยืนยาว สิ่งสำคัญมากกว่าตัวเลขน้ำหนัก คือการมีพฤติกรรมที่ดี เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ คุณภาพของอาหารที่ดี สภาพจิตใจที่ดี เราพบว่าคนที่มีความฟิตต่ำกว่า มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่มีความฟิตสูงกว่า โดยไม่เกี่ยวกับน้ำหนักตัวเลยครับ

มีงานวิจัยอีกงานที่ให้ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินมาลดน้ำหนัก แต่มีการวิเคราะห์และแบ่งผู้หญิงออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่อ้วนและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ และกลุ่มที่อ้วนแต่ตัวชี้วัดทางสุขภาพเป็นปกติ (metabolically healthy; fat but fit) ครับ ในกลุ่มแรก พบว่าผู้เข้าร่วมมีความดื้ออินซูลินที่ลดลง แต่กลายเป็นเวลากลุ่มที่สอง ยิ่งลดน้ำหนัก (อย่างรวดเร็ว) ความดื้ออินซูลินกลับยิ่งเพิ่มขึ้นไปเสียอีก ครับ

ดังนั้น จากข้อมูลที่เล่ามา คงจะพอเห็นภาพของแนวคิด HAES แล้วนะครับ ว่าไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ตัวเลขน้ำหนัก แต่มุ่งเน้นไปที่การยอมรับในรูปร่างตนเอง การกินอาหารเพื่อสุขภาพโดยใช้ความรู้สึกจากภายใน และการเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายครับ มีงานวิจัยที่ทำการเปรียบเทียบโปรแกรม HAES กับโปรแกรมการลดน้ำหนักปกติ พบว่ากลุ่ม HAES ปฏิบัติตามโปรแกรมได้ดีกว่ามากครับ และถึงแม้ว่ากลุ่มโปรแกรมปกติจะลดน้ำหนักได้ (แต่กลุ่ม HAES ลดน้ำหนักไม่ได้) แต่กลายเป็นว่ากลุ่ม HAES มีดัชนีชี้วัดทางสุขภาพอื่น ๆ ที่ดีขึ้นมาก และเมื่อทำการติดตามผลหลังจบโปรแกรม พบว่ากลุ่ม HAES ยังคงมีดัชนีชี้วัดที่ดีอยู่ ต่างกับกลุ่มโปรแกรมลดน้ำหนักปกติ ที่ผู้เข้าร่วมมีน้ำหนักตัวกลับมาเป็นเหมือนเดิมครับ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การใช้แนวคิด HAES ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลต่อน้ำหนักตัวมาก แต่ช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นได้ครับ

แล้วนักกำหนดอาหารจะแนะนำคนไข้อย่างไรดี ต้องประเมินตามแต่ละบุคคลครับ คนที่มีความพร้อมสูงมาก มีความรู้ความสามารถเพียงพอ การแนะนำตามแบบปกติก็น่าจะยังสามารถใช้ได้ แต่ในคนทั่วไปที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือต้องการส่งเสริมสุขภาพ หรือคนที่ผ่านการลดน้ำหนักมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ การประยุกต์ใช้แนวคิด HAES ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพของคนไข้ได้ครับ และอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอื่น ๆ ต่อไปในอนาคตอีกก็ได้ครับ 🙂

อ้างอิง

Bacon L, et al. Size acceptance and intuitive eating improve health for obese, female chronic dieters. J Am Diet Assoc . 2005; 105(6): 929-36.

Borkoles E, et al. Effect of a non-dieting lifestyle randomised control trial on psychological well-being and weight management in morbidly obese pre-menopausal women. Maturitas. 2016; 83: 51-8.

Karelis AD, et al. Metabolically healthy but obese women: effect of an energy-restricted diet. Diabetologia. 2008; 51(9): 1752-4.

Lee DC, et al. Long-term effects of changes in cardiorespiratory fitness and body mass index on all-cause and cardiovascular disease mortality in men the aerobics center longitudinal study. Circulation. 2011; 124(23): 2483-90.

Robison J. Health at every size: toward a new paradigm of weight and health. Med Gen Med. 2005; 7(3): 13.

Tamakoshi A, Yatsuya H, Lin Y, et al. BMI and all-cause mortality among Japanese older adults: findings from the Japan collaborative cohort study. Obesity (Silver Spring) . 2010; 18(2): 362-9.

Winter JE, MacInnis RJ, Wattanapenpaiboon N, Nowson CA. BMI and all-cause mortality in older adults: a meta-analysis. Am J Clin Nutr . 2014; 99(4): 875-90.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา