ให้คำปรึกษาคนไข้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรดี?

เคยมั้ยครับ เวลาให้คำปรึกษาทางโภชนาการกับคนไข้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด แล้วคนไข้มีท่าทีที่ไม่ยอมฟัง หรือฟังไปงั้น ๆ แบบที่เรารู้สึกได้เลยว่ากลับบ้านไปคนไข้ก็ไม่ปฏิบัติตามที่เราแนะนำแน่ เชื่อว่าในชีวิตการปฏิบัติงานเป็นนักกำหนดอาหาร หลาย ๆ คนคงได้พบเจอคนไข้รูปแบบนี้ไม่มากก็น้อย แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะครับ ถึงจะพัฒนาได้ เราจะถือว่าเป็นความผิดของคนไข้ที่ไม่ยอมฟัง แล้วก็ปล่อย ๆ ไป หรือเราจะคิดว่า ทำอย่างไรดีจึงจะทำให้คนไข้เหล่านี้ฟังเรามากขึ้นได้ วันนี้ขออนุญาตมาเล่าให้ฟังถึงเทคนิคที่มีการนำมาใช้ในการให้คำปรึกษาคนไข้กลุ่มนี้กันครับ

อย่างแรกที่ควรทำเลยคือ ประเมินความพร้อมของคนไข้ก่อนครับ ผมได้เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีลำดับขั้นของการเปลี่ยนแปลงไว้แล้ว (ย้อนไปอ่านได้ที่นี่ครับ) คนไข้กลุ่มนี้เป็นคนไข้ที่สมควรนำทฤษฎีมาใช้มากที่สุดครับ จำไว้ได้เลยว่าคนไข้ที่ไม่พร้อม ต่อให้เราอธิบายยังไง คนไข้ก็แทบไม่มีโอกาสจะเปลี่ยนพฤติกรรมเลย ดังนั้น ก่อนจะเริ่มให้คำแนะนำใด ๆ เราควรฟังคนไข้ก่อน ถามคนไข้ถึงความพร้อมในด้านต่าง ๆ แล้วให้คำแนะนำตามลำดับขั้นที่คนไข้พร้อมครับ คนไข้ที่อยู่ในขั้น pre-contemplation เราอาจจะเริ่มต้นที่แค่ให้คนไข้กลับไปนึกดูว่า ถ้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้วจะได้อะไร ไม่เปลี่ยนแล้วจะได้อะไร แล้วค่อยมาพบเราอีกทีก็ยังได้ครับ เราอาจจะให้ handout หรือเอกสารต่าง ๆ ให้คนไข้ลองไปศึกษาดูก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาพบเราอีกที เพื่อวางแผนกันว่า ตกลงแล้วเราจะเริ่มต้นที่จุดไหนดี บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องป้อนข้อมูลไปหมดทุกอย่างครับ ค่อย ๆ กระตุ้นให้คนไข้เริ่มเปลี่ยน พร้อมกับให้เอกสารไว้เผื่อคนไข้สนใจอยากเรียนรู้เพิ่มเติม น่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่าครับ

อย่างที่สอง สอดคล้องกับอย่างแรก นั่นคือการที่เราจะเข้าใจและประเมินคนไข้ได้ เราต้องฟังคนไข้ก่อนครับ หลาย ๆ คนมักจะติดนิสัยความเป็นครู คือเมื่อคนไข้มาปุ๊ปก็สอน ๆ ๆ ปั๊ป โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าคนไข้พร้อมหรือไม่ หรือคนไข้อยากเปลี่ยนตรงจุดไหน บางครั้งเป้าหมายของคนไข้กับเป้าหมายของนักกำหนดอาหารอาจจะต่างกันก็ได้ครับ คนไข้อาจจะพร้อมเปลี่ยนเรื่องการกินอาหาร แต่ยังไม่พร้อมเริ่มออกกำลังกาย แต่ถ้านักกำหนดอาหารสอนแบบ pattern เดียว บอกว่าไปออกกำลังกายด้วย คนไข้อาจจะเริ่มสับสนว่า ตกลงแล้วควรจะเริ่มที่ตรงไหนดี แล้วสรุปว่าไม่ทำเลยแล้วกัน ต่างกับการที่ถ้าค่อย ๆ เริ่มทีละเป้าหมาย ให้เป้าหมายสอดคล้องกัน โอกาสที่คนไข้จะกลับไปทำนั้นมักจะมีมากกว่าครับ อีกอย่างหนึ่งที่จะได้จากการฟังก็คือ คนไข้จะเข้าใจเรามากขึ้น และเราก็จะเข้าใจคนไข้มากขึ้นด้วยครับ บางครั้งการให้คนไข้ได้มีโอกาสพูด จะทำให้เราสามารถวางเป้าหมาย และคนไข้สามารถทำตามเป้าหมายได้ โดยที่เราแทบไม่ต้องอธิบายอะไรมากเลยด้วยซ้ำครับ

อย่างสุดท้ายก็คือ การใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ คอนเซ็ปต์นี้ผมก็ได้อธิบายไว้ในบทความก่อนแล้วเช่นกันครับ (ย้อนไปอ่านได้ที่นี่ครับ) หลังจากประเมินความพร้อมของคนไข้ ฟังคนไข้แล้ว สิ่งที่ควรทำต่อมาก็คือการถามคนไข้ว่าอะไรคือสิ่งที่คนไข้พร้อมจะเปลี่ยน และคนไข้พร้อมมากน้อยแค่ไหน แล้วค่อย ๆ ตั้งเป้าหมายร่วมกับคนไข้ ให้คนไข้เป็นคนเริ่มต้นตั้งเป้าหมาย แล้วนักกำหนดอาหารเป็นคนคอย support จะทำให้คนไข้มีพลัง และมีความรู้สึกที่อยากจะเปลี่ยนมากขึ้นครับ

ทีนี้ว่าด้วยการกำหนดเป้าหมาย หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินกับคำว่า SMART goal ก็สามารถใช้ได้เช่นกันครับ แต่วันนี้ขอนำเสนอรูปแบบการตั้ง goal อีกรูปแบบหนึ่ง คือ WHAT system ครับ ประกอบด้วย

  • W = What, when, where ; ก็คือ เป้าหมายที่จะทำคืออะไร ทำเมื่อไหร่ ทำที่ไหน
  • H = How much, how many, how often ; ทำแค่ไหน ทำบ่อยมั้ย ทำนานแค่ไหน
  • A = Achievable ; เป้าหมายเป็นจริงได้มั้ย ตรงจุดนี้ก็ต้องขึ้นกับความพร้อมของคนไข้ และเราอาจจะช่วย support ตรงนี้ได้ครับ เช่น เป้าหมายต้องการลดน้ำหนักให้ได้ 20 กิโลกรัม มันมากเกินไปหรือไม่สำหรับคนไข้ ตรงจุดนี้นักกำหนดอาหารก็อาจจะช่วยชี้แนะได้ครับ
  • T = Tim frame ; กำหนดกรอบเวลาของการทำตามเป้าหมายครับ ไม่จำเป็นต้องรีบ อาจจะให้เวลาเป็นหลักสัปดาห์ หรือหลักเดือน ตรงจุดนี้ก็เพื่อให้คนไข้มีกรอบเวลาในการปรับพฤติกรรม และเป็นกรอบเวลาที่จะให้มาพบกับนักกำหนดอาหารอีกครั้งเพื่อปรับเป้าหมายเพิ่มเติมต่อไปได้ครับ

หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกท่านในการให้คำปรึกษาแก่คนไข้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ นะครับ 🙂

อ้างอิง

References:

Resnicow K, McMaster F, Bocian A, Harris D, Zhou Y, Snetselaar L, et al. Motivational interviewing and dietary counseling for obesity in primary care: an RCT. Pediatrics. 2015; 135(4): 649-57.

Spahn JM, Reeves RS, Keim KS, Laquatra I, Kellogg M, Jortberg B, et al. State of the evidence regarding behavior change theories and strategies in nutrition counseling to facilitate health and food behavior change. J Am Diet Assoc. 2010; 110(6): 879-91.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา