การป้องกันโรคอ้วนและโรคการกินผิดปกติในวัยรุ่น ตอนที่ 2

หลังจากตอนที่แล้วได้พูดถึงเรื่องของโรคอ้วนและโรคการกินผิดปกติ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคร่วมสองโรคนี้แล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันต่อ เกี่ยวกับแนวทางในการให้คำปรึกษาทางโภชนาการ และการจัดการทางโภชนาการกันครับ

การให้คำปรึกษาทางโภชนาการ

เทคนิคที่น่าจะมีประโยชน์มากในการให้คำปรึกษาวัยรุ่นที่มีปัญหาโรคอ้วนและพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ คือการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจ (motivational interviewing; MI) ครับ ผมได้เคยอธิบายไว้แล้วใน powerpoint เมื่อไม่นานมานี้ (ย้อนไปดูได้ที่นี่ครับ) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ MI ในการให้คำปรึกษาคนไข้ที่มีโรคอ้วนและโรคการกินผิดปกตินั้น จะทำในคนไข้ที่เป็นผู้ใหญ่ซะมากกว่าครับ อย่างไรก็ตาม ก็พอมีงานวิจัยอยู่บ้าง ที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้ MI ในการให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวที่มีลูกที่เป็นโรคอ้วน ช่วยลด BMI ของลูกได้ ดังนั้นโดยทฤษฎีแล้ว การประยุกต์ใช้ MI มาในการให้คำปรึกษาก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีครับ

ส่วนในกรณีที่ตรวจพบแล้วว่าคนไข้มีโรคการกินผิดปกติ (ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของนักกำหนดอาหารในการวินิจฉัย แต่ควรส่งต่อไปพบจิตแพทย์เพื่อการวินิจฉัยนะครับ) อย่างแรกที่ต้องทำคือการประเมินภาวะโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูง น้ำหนัก หรือ BMI เพื่อดูความรุนแรงของโรคการกินผิดปกติที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงทำการประเมินพฤติกรรมการกิน ว่ามีตรงไหนที่ผิดปกติและสมควรแก้ไข รวมถึงประเมินทัศนคติต่อการบริโภคอาหารของคนไข้ด้วยครับ ในหลาย ๆ ครั้งเราจะพบว่า ควรส่งต่อไปยังจิตแพทย์/นักจิตวิทยา เพื่อพูดคุยและใช้จิตบำบัด ก่อนที่จะมาปรึกษานักกำหนดอาหาร เพราะหากต้นเหตุของปัญหาทางจิตใจยังไม่ได้รับการแก้ไข การให้คำปรึกษาทางโภชนาการเพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคก็มักจะไม่ได้ผลครับ

แนวทางในการให้คำปรึกษาเพื่อลดน้ำหนักในวัยรุ่นโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคการกินผิดปกติ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่ว่าการบอกให้ลดน้ำหนักในทุกเคส จะก่อให้เกิดโรคการกินผิดปกติเสมอไปนะครับ แต่การให้คำปรึกษาในวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่หลาย ๆ ปัจจัยจะเข้ามาส่งผลต่อการคิด การตัดสินใจ จำเป็นต้องมีเทคนิคในการให้คำปรึกษาที่เหมาะสมครับ อย่างแรกเลย หากสามารถดึงครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมได้ในการรักษา จะทำให้ผลการรักษาดีขึ้นมากครับ เพราะในหลาย ๆ ครั้ง ครอบครัวจะเป็นคนที่คอยสนับสนุนให้คนไข้มีกำลังใจมากขึ้น (และในอีกหลาย ๆ ครั้ง ปัญหาอาจเกิดจากครอบครัวเอง ซึ่งการมาเจอพร้อมกัน จะทำให้เราทราบถึงสาเหตุของปัญหาได้ครับ) หลักการสำคัญอย่างที่ย้ำไปหลายรอบมากในตอนแรก ก็คือ พยายามสื่อสารเชิงบวก เน้นการสนับสนุน การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี โดยไม่เน้นปัจจัยเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดในเรื่องของการจำกัด การลด การตัดออก ฯลฯ เช่น ถ้าอยากจะลดการดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน แทนที่จะบอกว่า ห้ามกิน หรือให้ลดการกิน ก็เปลี่ยนเป็นการจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลิกซื้อน้ำหวานเข้าบ้าน พกกระติกน้ำไว้กับตัวเพื่อให้เวลาหิวน้ำแล้วก็ดื่มน้ำเปล่าแทน อะไรแบบนี้จะเป็นการให้คำปรึกษาในเชิงบวกมากกว่า และมีแนวโน้มที่จะประสบผลสำเร็จมากกว่าครับ อีกตัวอย่างก็เช่นการออกกำลังกาย แทนที่จะบอกว่าให้ไปออกกำลังกาย ก็อาจจะปรึกษากับครอบครัว หากิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการไปเดินในสวนสาธารณะ หรือการเล่นกีฬา ก็จะทำให้มีแนวโน้มที่คนไข้จะไปออกกำลังกายมากขึ้นครับ

โดยภาพรวมแล้ว แนวทางในการให้คำปรึกษาจะมีดังต่อไปนี้ครับ

  1. ไม่สนับสนุนพฤติกรรมการไดเอ็ททั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดแคลอรีมาก ๆ การงดมื้ออาหาร หรือการใช้ยาที่มีผลต่อน้ำหนักตัว แทนที่จะให้คำปรึกษาเชิงลบ เปลี่ยนเป็นการให้คำปรึกษาเชิงบวก จัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี แทนที่จะเน้นในการควบคุมหรือจำกัด
  2. สนับสนุนให้เกิดการพอใจในรูปร่างของตนเอง ไม่แสดงกิริยาหรือวาจาใด ๆ ที่เป็นการทำให้คนไข้เกิดความไม่พอใจในรูปร่าง เปลี่ยนการตั้งเป้าหมายจากรูปร่าหรือน้ำหนักตัวเป็นพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพแทน
  3. สนับสนุนให้รับประทานอาหารกับครอบครัวมากขึ้น
  4. ชี้แจงให้ครอบครัวทราบว่า ไม่ควรพูดเรื่องน้ำหนักตัว แต่ควรพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ดี การออกกำลังกาย จัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี
  5. หากพบว่าคนไข้มีประวัติการรักษา หรือการโดนล้อจากคนรอบข้างจนอาจเกิดปมในจิตใจ ส่งต่อไปยังจิตแพทย์และนักจิตวิทยาเพื่อการบำบัดรักษาต่อไป
  6. ติดตามน้ำหนักตัวอย่างใกล้ชิด คนไข้ไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป แต่การลดน้ำหนักควรเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และยั่งยืน

หวังว่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้นักกำหนดอาหารสามารถดูแลคนไข้วัยรุ่นที่มีโรคอ้วนได้ดีขึ้นนะครับ ใครมีประสบการณ์การดูแลรักษาคนไข้กลุ่มนี้ก็มีแลกเปลี่ยนสนทนากันได้ครับ 🙂

อ้างอิง

Golden NH, et al. Preventing Obesity and Eating Disorders in Adolescents. Pediatrics. 2016; 138(3).

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา