การป้องกันโรคอ้วนและโรคการกินผิดปกติในวัยรุ่น ตอนที่ 1

ในปัจจุบันอัตราการเกิดโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นพุ่งสูงขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตนะครับ จึงทำให้มีความพยายามอย่างมากจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการควบคุมอัตราการเกิดโรคอ้วนในประชากรกลุ่มนี้ให้น้อยลง อย่างไรก็ตาม ความน่ากังวลอย่างหนึ่งก็คือ ความพยายามในการป้องกันโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น อาจนำไปสู่การเกิดโรคการกินผิดปกติ (eating disorder) ขึ้นมาแทน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้มีสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืนเลยครับ เราอาจจะเห็นข้อมูลทางโภชนาการจำนวนมาก ที่มีการเผยแพร่อยู่ในสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่พอเห็นแล้วเราก็รู้สึกแบบ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสม แต่นั่นคือเรามีความรู้ทางโภชนาการติดตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ยังไม่มีความรู้พื้นฐานทางโภชนาการเพียงพอ ก็อาจหลงผิด ไปทำตามข้อมูลเหล่านั้น จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ครับ จะเห็นว่าปัญหาทั้งเรื่องของโรคอ้วนและโรคการกินผิดปกตินั้น เป็นปัญหาที่สำคัญกันทั้งคู่เลยครับ วันนี้เลยขออนุญาตเอา Clinical Report จากสมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics) มาแปลและเรียบเรียงให้อ่านกันครับ เนื่องจากข้อมูลมีจำนวนมาก จึงขออนุญาตตัดแบ่งเป็น 2 ตอนครับ

ความสัมพันธ์ของโรคอ้วนกับโรคการกินผิดปกติ

เรารู้กันอยู่แล้วใช่มั้ยครับว่าเด็กและวัยรุ่นที่อ้วน มีแนวโน้มที่จะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน และผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพนั้นจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นหากเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า หรือการสูญเสียความมั่นใจในตนเอง ฯลฯ ดังนั้น การลดน้ำหนักในเด็กและวัยรุ่นกลุ่มที่อ้วน จึงเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักผิดวิธี อาจทำให้วัยรุ่นเข้าใจผิด คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นดีต่อสุขภาพแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการทำลายสุขภาพแทน เช่น การอดอาหาร การจำกัดแคลอรีให้ต่ำมาก การออกกำลังกายหนักมากแล้วกินอาหารน้อย การใช้วิธีอื่น ๆ มาช่วยในการลดน้ำหนัก เช่น ดีทอกซ์ การกินยาถ่าย กินยาขับปัสสาวะ ฯลฯ กลายเป็นโรคการกินผิดปกติขึ้นมาแทนครับ

โรคการกินผิดปกตินั้น หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเป็นภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจเฉย ๆ ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลยครับ คนไข้ที่เป็นโรคการกินผิดปกติขั้นรุนแรง จะเกิดโรคทางร่างกายตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้ำหนักลดปริมาณมาก ๆ ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันต่ำ ตับอ่อนอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี อิเล็กโทรไลต์ในเลือดผิดปกติ ไปจนถึงอาการทั้งหลายแหล่ที่เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาดได้ ในระยะยาวก็จะทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ประจำเดือนมาผิดปกติในเพศหญิง ทุพโภชนาการ ความเสี่ยงในการติดเชื้อเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเสียชีวิตได้เลยครับ ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ เลยครับ

แนวทางในการจัดการโรคอ้วนและโรคการกินผิดปกติ

มีงานวิจัยพอสมควรเลยครับ ที่วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการเกิดโรคทั้งสองในวัยรุ่น ดังต่อไปนี้ครับ

  1. การไดเอ็ท (dieting) ก็คือการจำกัดแคลอรีมาก ๆ เพื่อลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว งานวิจัยระบุว่าอาจจะได้ผลในระยะสั้น แต่ในะระยาวแล้วจะทำให้น้ำหนักเด้งขึ้นกลับมามากกว่าเดิม (ที่เรียกว่าโยโย่) รวมถึงทำให้เกิดพฤติกรรมการกินผิดปกติชนิด binge-eating (ซึ่งภาษาบ้าน ๆ เรียกว่าตบะแตก) ได้ครับ ดังนั้นสำหรับคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการจำกัดอาหารมาก ๆ เอาตัวเลขน้ำหนัก เอาตัวเลขแคลอรีเป็นตัวตั้ง เพราะจะยิ่งทำให้เกิดภาวะนี้หนักขึ้น สิ่งสำคัญคือ แทนที่จะเน้นไปที่การจำกัด ควรจะเปลี่ยนแนวคิด เน้นไปที่ว่า จะกินอาหารอะไรดีเพื่อให้มีสุขภาพดี การใช้คำพูดเชิงบวกจะทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นดีกว่าการใช้คำพูดเชิงลบ หรือการจำกัดครับ
  2. มื้ออาหารกับครอบครัว (family meal) มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่ามื้ออาหารกับครอบครัวมักมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีผักและผลไม้ที่มากกว่า และการดื่มน้ำอัดลมที่น้อยกว่าครับ แน่นอนว่าคงไม่ใช่ทุกครอบครัวที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นนักกำหนดอาหารจึงต้องทำการประเมินรายบุคคล (และครอบครัว) ก่อนให้คำแนะนำครับ ความสำคัญมาก ๆ ของมื้ออาหารกับครอบครัวอยู่ที่ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคการกินผิดปกติได้ครับ รวมถึงในคนไข้ที่มีโรคการกินผิดปกติ ก็ช่วยลดความรุนแรงของภาวะการกินผิดปกติได้ครับ ดังนั้นหากประเมินแล้วพบว่าคนไข้มีการสนับสนุนจากครอบครัวที่ดี การแนะนำให้มีมื้ออาหารกับครอบครัวบ่อยขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดีครับ
  3. การพูดคุยเรื่องน้ำหนักตัว (weight talk) การพูดถึงเรื่องน้ำหนักตัว ไม่ว่าจะเป็นจากพ่อแม่ ครอบครัว หรือเพื่อนฝูง มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าจะยิ่งทำให้คนไข้มีแนวโน้มที่จะอ้วนขึ้นแทนที่จะผอมลงครับ เพราะจากคำแนะนำ จะกลายเป็นความกดดันที่จะต้องลดน้ำหนักให้ได้ และจะกลายเป็นการเกิดโรคการกินผิดปกติไปแทนได้อีกครับ คำแนะนำที่ดีนั้น แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การ “ลดความอ้วน” หรือการ “ลดน้ำหนัก” หากลองเปลี่ยนบทสนทนาเป็นการเพิ่มพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพแทน มีงานวิจัยระบุว่าวัยรุ่นจะ “ไดเอ็ท” น้อยลง และจะมีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติน้อยลงครับ
  4. การล้อเรื่องน้ำหนักตัว (weight teasing) เราอาจจะมองเป็นความเคยชิน ว่าการล้อวัยรุ่นที่น้ำหนักเกินว่าอ้วนนั้นเป็นเรื่องปกติ  แต่มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการโดนล้อ สัมพันธ์กับการที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น มีพฤติกรรมตบะแตกมากขึ้น และมีพฤติกรรมการลดน้ำหนักที่รุนแรงมากขึ้นเช่นกันครับ และจะยิ่งรุนแรงมากที่สุดหากเป็นการล้อจากครอบครัว ดังนั้นตรงจุดนี้ อาจจะต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัวและสังคมรอบตัวคนไข้ หรือพยายามเน้นให้มีการพูดคุยในเชิงบวกอย่างที่ได้เล่าไปแล้ว ก็อาจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ครับ
  5. ความพอใจในรูปร่าง (healthy body image) อันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ๆ เลยครับ มีการสำรวจหนึ่งในอเมริการะบุว่า กว่าครึ่งของวัยรุ่นไม่พอใจในรูปร่างของตนเอง ยิ่งอ้วนก็จะยิ่งไม่พอใจมากขึ้น ความไม่พอใจในรูปร่างนี่แหละครับเป็นปัจจัยที่รุนแรงมากที่ก่อให้เกิดโรคการกินผิดปกติได้ รวมไปถึงพฤติกรรมการลดน้ำหนักอย่างผิด ๆ เช่นกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น และก็ย้อนมาทำให้ทัศนคติต่อรูปร่างแย่ลงไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ไปเลยครับ ความน่าสนใจคือ งานวิจัยระบุว่า หากครอบครัวและเพื่อนมีการพูดคุยเชิงบวกมากขึ้น พูดถึงเรื่องพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ แทนที่จะเป็นการพูดเชิงลบ คนไข้จะมีแนวโน้มที่จะพอใจในรูปร่างของตนเองมากขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนไข้จะอยากมีน้ำหนักเท่าเดิมตลอดไป แต่จะทำให้การลดน้ำหนักนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

จะเห็นว่าเรื่องของโรคอ้วนและเรื่องของโรคการกินผิดปกตินั้นซับซ้อนกว่าที่คิดมากเลยใช่มั้ยครับ เดี๋ยวตอนหน้ามาต่อกันกับแนวทางการให้คำปรึกษาทางโภชนาการ และการดูแลทางโภชนาการกันครับ 🙂

อ้างอิง

Golden NH, et al. Preventing Obesity and Eating Disorders in Adolescents. Pediatrics. 2016; 138(3).

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา