แบบแผนอาหารลดน้ำหนักใช้ได้ผลจริง?

วันนี้ได้มีโอกาสอ่านบทความวิชาการบทความหนึ่งในวารสาร The Lancet ครับ ที่พูดถึงเรื่องของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบแผนอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คิดว่าน่าสนใจมาก จึงขออนุญาตนำมาแปลและเรียบเรียงให้ได้อ่านกันครับ

ในปัจจุบันมีงานวิจัยเชิงทดลองจำนวนมากเลยทีเดียวนะครับ ที่ทำการเปรียบเทียบแบบแผนอาหารต่าง ๆ กับความสามารถในการลดน้ำหนัก ซึ่งก็ดูเหมือนว่างานวิจัยเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่ดี ในการนำไปใช้อ้างอิงในคำแนะนำต่าง ๆ เพื่อหยุดการโปรโมทแนวทางการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม (fad diet) แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ โลกเรายังคงเต็มไปด้วยแนวทางการกินอาหารแบบบ้า ๆ บอ ๆ แม้ว่าจะมีงานวิจัยขึ้นมาเยอะแยะมากมายก็ตาม ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งอยู่ที่ งานวิจัยจำนวนมากเปรียบเทียบผลระยะสั้นของการลดน้ำหนักโดยการใช้แบบแผนอาหารประเภทต่าง ๆ แต่มีจำนวนไม่มากครับที่ติดตามผลระยะยาว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคอ้วนเป็นภาวะที่เกิดขึ้นระยะยาว การจะพิสูจน์ว่าแบบแผนอาหารใด ๆ มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องติดตามโดยใช้ระยะเวลาเป็นหลักปี (ไม่ใช่หลักวัน ถึง สัปดาห์ หรือ เดือน ครับ) น่าเสียดายที่งานวิจัยที่ทำระยะยาว ๆ นั้น แทบไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมที่ใช้แบบแผนอาหารที่แตกต่างกันเลยครับ เนื่องจากกลุ่มทดลองไม่สามารถคงน้ำหนักที่สามารถลดได้ไว้ในช่วงแรกได้ จึงทำให้น้ำหนักตัวแทบไม่ต่างจากกลุ่มควบคุมครับ งานวิจัยหนึ่งที่น่าหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ DIRECT Trial ที่ทำการเปรียบเทียบแบบแผนอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ กับไขมันต่ำ ที่ผู้ที่สนับสนุนแนวคิด low-carb นิยมเอามาอ้างอิง พบว่าในระยะเวลา 2 ปี ผู้ที่ทำตามแบบแผนอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มควบคุม (low-fat) แค่ 1.8 กิโลกรัมเท่านั้นครับ ซึ่งตัวเลขนี้ ในทางคลินิกแล้วไม่ได้ส่งผลแตกต่างอะไรมากเลยครับ ลองดูตามรูปด้านล่างได้เลยครับ

weighthype

ที่น่าพูดถึงอีกข้อคือ ถ้าสังเกตจากกราฟด้านบน เราจะพบว่าไม่ว่าจะเป็นแบบแผนอาหารคาร์โบไฮเดรตหรือไขมันต่ำ ก็จะมีรูปแบบของน้ำหนักตัวที่ลดลง-เพิ่มขึ้นคล้าย ๆ กัน (แตกต่างกันแค่ตัวเลขเท่านั้น) ซึ่งก็คือ น้ำหนักจะลดลงเร็วมากในช่วงแรกๆ และจะเริ่มหยุดในช่วง 6 เดือนถัดมา และจากนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้? ก็มีนักวิจัยหลายท่านพยายามจะอธิบายว่า เป็นความพยายามของร่างกายเองที่พยายามต้านการลดน้ำหนัก แต่อีกส่วนหนึ่งก็พูดถึงการที่ผู้เข้าร่วมการทดลองเริ่มไม่ปฏิบัติตามแบบแผนอาหาร (dietary adherence) อย่างที่เคยตั้งใจทำไว้ในช่วงแรก ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ มาจากการที่ไม่สามารถปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและออกกำลังกายได้ เพราะการปรับเหล่านี้ส่งผลกระทบถึงคุณภาพชีวิตของผู้ทดลอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านความสุข ความสนุก และการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม

การปฏิบัติตามแบบแผนอาหารที่กำหนดนี่เป็นอะไรที่ท้าทายมากเลยทีเดียวนะครับ งานวิจัยหลาย ๆ คนที่แม้ว่าจะเป็นการบังคับให้กินอาหารตามที่กำหนดในระยะสั้น ก็พบว่ามีผู้ที่ไม่สามารถทำตามได้อยู่ และยิ่งเวลาผ่านไป อัตราส่วนของผู้ที่ไม่สามารถทำตามได้ก็จะเยอะขึ้น ๆ ถ้าดูกราฟด้านบน กราฟที่สอง (ล่าง) จะพบว่า แม้ว่าผู้เข้าร่วมการทดลองจะตอบแบบสอบถาม Food Frequency Questionnaire (FFQ) หรือ 24-hour recall แล้วดูเหมือนว่าจะกินในปริมาณเท่าเดิม แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้เข้าร่วมการทดลองกินมากขึ้น จนเรียกได้ว่าเกือบเท่า ๆ กับก่อนจะเข้าร่วมงานวิจัยด้วยซ้ำครับ นั่นทำให้หลาย ๆ คนสรุปผลการทดลองว่า การที่น้ำหนักตัวหยุดนิ่งหรือเพิ่มขึ้น เกิดจาก metabolism ที่ลดลง (ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากการที่กินมากขึ้น่ต่างหาก) ครับ

รูปแบบของการเพิ่ม-ลดของน้ำหนักตัว โดยที่ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นแบบแผนการบริโภคอาหารแบบใด แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะกำหนดอาหารยังไง จะปรับสัดส่วนสารอาหาร จำกัดแคลอรี หรือปรับแบบแผนอาหารยังไง ก็มักจะมีแนวโน้มไปในทางเดียวกัน และไม่มีแบบแผนใดที่สามารถปฏิบัติตามได้ง่ายกว่าแบบแผนอื่นในระยะยาว … แล้วเราจะให้คำแนะนำอย่างไรดี?

คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ แทนที่เราจะมุ่งเน้นไปที่การแนะนำแบบแผนอาหารที่เราเชื่อว่าคนไข้จะสามารถใช้แล้วลดน้ำหนักได้ดีที่สุด สิ่งสำคัญน่าจะอยู่ที่การให้คำแนะนำที่ “สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไข้แต่เดิม” เข้าใจในสิ่งแวดล้อมของคนไข้แต่ละคน และปรับพฤติกรรม ปรับการบริโภคอาหารที่สอดคล้อง ค่อย ๆ ทำอย่างช้า ๆ น่าจะเป็นคำแนะนำที่ทำให้ได้อย่างยั่งยืนมากกว่าครับ เพราะในความเป็นจริงแล้วสิ่งแวดล้อมรอบตัว ปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามาส่งผลต่อการเลือกบริโภคอาหารของแต่ละคนย่อมต่างกัน การที่จะคิดว่ามีแบบแผนอาหารเพียงหนึ่งเดียวที่ “fit” กับทุกคน คงเป็นไปไม่ได้ครับ

และนี่คืองานที่นักกำหนดอาหารน่าจะเริ่มทำ มากกว่าการปริ้นท์เอกสารความรู้เรื่อง “อาหารลดน้ำหนัก” หรือทำแบบแผนอาหารที่ fix ไว้แล้ว พิมพ์แจกคนไข้ทุกคนที่เข้ามารับคำปรึกษาที่คลินิกครับ 🙂

อ้างอิง

Freedhoff Y, et al. Weight Loss Diet Studies: We Need Help Not Hype. Lancet. 2016; 388(10047): 849-51.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา