โภชนาการกับการป้องกันโรคอัลไซเมอร์

สวัสดีครับ วันนี้ได้มีโอกาสไปอ่านเจอบทความวิชาการฉบับหนึ่ง ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurobiology of Aging ว่าด้วยเรื่องของโภชนาการและไลฟ์สไตล์กับการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ คิดว่ามีความน่าสนใจมากเลยเอามาสรุปเล่าให้ฟังครับ

บทความนี้เป็นการสรุปความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ จากงานประชุม International Conference on Nutrition and the Brain ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 ครับ ภายในงานมีการพูดถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จึงมีการประชุมของผู้เชี่ยวชาญภายในงาน จัดทำเป็นไกด์ไลน์ออกมา 7 ข้อ ดังนี้ครับ

  1. ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ งานวิจัยจำนวนมากพบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ๆ และไขมันทรานส์ กับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ครับ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ๆ กับการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งก็เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกทีด้วยครับ กลไกที่พอจะอธิบายได้ก็คือการมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลให้มีการเพิ่มการทำงานของ APOEe4 allele ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอัลไซเมอร์อีกทีครับ
  2. เน้นการบริโภคผัก ถั่วเมล็ดแห้ง ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีเป็นหลัก เนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์จากนมเป็นรอง งานวิจัยเชิงระบาดวิทยาพบว่า การบริโภคผักในปริมาณมาก สัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงการเกิดโรคสมองเสื่อม ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากอาหารเหล่านี้ให้สารอาหารรอง ก็คือวิตามิน แร่ธาตุ รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองได้ครับ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะช่วยลดความอ้วน และโรคที่มาพร้อมกับความอ้วน ซึ่งอีกทางหนึ่งก็เป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ครับ
  3. บริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับวิตามินอีอย่างเพียงพอ ไม่ใช่จากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง ผักใบเขียวเข้ม ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างน้อย 15 มิลลิกรัมต่อวัน งานวิจัย Chicago Health and Aging Project พบว่าการได้รับวิตามินอีจากอาหาร สัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ครับ อย่างไรก็ตาม การเสริมวิตามินอีจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่พบว่าสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์ครับ
  4. บริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับวิตามินบี 12 อย่างเพียงพอ อย่างน้อย 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน หากไม่สามารถได้รับจากอาหารเพียงพอ อาจเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปี ความสามารถในการดูดซึมวิตามินบี 12 อาจลดลง จึงทำให้อาจต้องได้รับวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้น หรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ใช้ยาลดกรด รวมถึงยาเบาหวาน (metformin) ครับ การตรวจความเพียงพอของวิตามินบี 12 สามารถตรวจได้จากระดับวิตามินบี 12 ในเลือดครับ
  5. หากใช้วิตามินรวม เลือกวิตามินรวมที่ไม่มีธาตุเหล็กและทองแดง ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารธาตุเหล็กเมื่อจำเป็นและได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น ธาตุเหล็กนั้นเป็นแร่ธาตุที่สำคัญมากสำหรับการทำงานของร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไป ร่วมกับทองแดง อาจส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้ปริมาณธาตุเหล็กและทองแดงมากกว่า 100% ของความต้องการต่อวันครับ
  6. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องครัว เบกกิ้งโซดา และยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของอะลูมิเนียม งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอะลูมิเนียมกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่สรุปแน่ชัดครับ แต่อย่างไรก็ตามนักวิจัยหลาย ๆ คนชี้ให้เห็นถึงผลเสียต่อระบบประสาทของอะลูมิเนียมหากเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะขจัดได้ งานวิจัยเชิงระบาดวิทยาอีกงานพบว่าในพื้นที่ที่มีปริมาณอะลูมิเนียมปนเปื้อนในน้ำดื่มมากกว่าปกติ อัตราการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในพื้นที่นั้นก็เพิ่มด้วยเช่นกันครับ อย่างไรก็แล้วแต่ ข้อมูลที่สนับสนุนข้อแนะนำนี้อย่างชัดเจนยังคงมีไม่เพียงพอครับ ดังนั้นจึงอาจต้องแนะนำด้วยความระมัดระวังครับ
  7. ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 40 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายเป็นประจำพบว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ครับ การออกกำลังกายไม่ว่าจะเริ่มต้นที่อายุเท่าใดก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งสิ้นครับ มีงานวิจัยพบว่าแม้แต่การเริ่มออกกำลังกายในช่วงวัยกลางคนขึ้นไป ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมหลังอายุ 65 ปีได้ครับ

นอกจากนี้แล้ว การนอนหลับให้ได้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงก็เป็นสิ่งสำคัญนะครับ เพราะการมีปัญหาการนอนหลับ สัมพันธ์กับการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุด้วยครับ อีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการออกกำลังสมองอย่างสม่ำเสมอ วันละ 30 นาที 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นต้นว่าการคิดเลข การคำนวณ การขบคิดปัญหาต่าง ๆ มีงานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุที่ใช้สมองขบคิดมากกว่า มีความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมเมื่ออายุมาก น้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายสมองครับ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านในการเอาไปใช้ดูแลคนไข้ รวมถึงดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมด้วยนะครับ 🙂

อ้างอิง

Barnard ND, et al. Dietary and Lifestyle Guidelines for the Prevention of Alzheimer’s Disease. Neurobiol Aging. 2014; 35: S74-8.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา