Eating Competence Model

นอกเหนือจากมุมมองด้านโภชนาการ พฤติกรรมการบริโภคอาหารของมนุษย์ก็ถูกกำหนดโดยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ มากมายครับ ลองถามตัวเองดูก็ได้ครับ ว่ามีปัจจัยรอบตัวอะไรบ้าง ที่ทำให้ตัวเราเองกินอาหาร (ไม่ว่าจะอยากกินหรือไม่อยากกินก็ตาม) เช่น ทัศนคติ ความเชื่อ เพื่อน ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม รายได้ สถานที่ ฯลฯ ความน่าสนใจอยู่ที่ ปัจจัยแวดล้อมแต่ละอย่าง มีผลกับคนแต่ละคนไม่เท่ากัน ปัจจัยหนึ่ง อาจมีผลกระทบมากต่อคนบางคน แต่อาจจะไม่มีผลกระทบเลยกับคนอีกคนหนึ่งเลยก็เป็นได้ครับ

และด้วยเหตุผลนี้ จึงมีผู้ที่พัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Eating Competence Model ขึ้นมา เพื่อเป็นคำแนะนำในการบริโภคอาหาร ควบคู่ไปกับคำแนะนำในการบริโภคอาหารทั่วไปที่มุ่งเน้นการได้รับสารอาหารเพียงพอเพื่อการมีภาวะโภชนาการที่ดีครับ หลักการสำคัญของโมเดลนี้คือการให้คุณค่ากับมิติทางสังคมวัฒนธรรม และมิติของการรับรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาหารการกินครับ เป้าหมายของโมเดลนี้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องไปควบคู่กับคำแนะนำทั่วไปเพื่อการมีภาวะโภชนาการที่ดี แต่ส่วนที่แตกต่างก็คือ โมเดลนี้มีเป้าหมายให้ผู้ที่ทำตามมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับอาหาร มีความผ่อนคลายในเรื่องของอาหารการกิน และมีความยืดหยุ่นในส่วนของแบบแผนการบริโภคอาหาร ทำให้สามารถได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกับการมีคุณภาพชีวิตและจิตใจที่ดีไปพร้อมๆ กันครับ ตัวอย่างของคำแนะนำก็เช่น

  • การมีทัศนคติเชิงบวกกับอาหาร คือสิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยครับ หลายๆ คนเมื่อพูดถึงโภชนาการ ก็จะมองว่าเป็นการ “บังคับ” หรือการ “ควบคุม” การบริโภคอาหารให้เป็นไปตามที่กำหนด แต่หลักการนี้ค่อนข้างตรงกันข้ามเลยครับ คือจะมองว่า ตนเองต้องมีความเชื่อมั่นว่าสามารถบริหารจัดการในเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกินของตนเอง สามารถสร้างสมดุลของการกินอาหารที่ตัวเองกินได้ และอาหารที่ตัวเองอยากกิน ในแง่ของปริมาณอาหารที่กินได้ การที่คนเรามีความเชื่อว่าเราจะสามารถควบคุมตนเองได้ เป็นจุดเริ่มต้นของการมีทัศนคติเชิงบวกกับอาหารครับ
  • การยอมรับอาหาร เข้าใจและยอมรับในมิติทางจิตใจและสังคมของอาหาร ไม่ใช่แค่การเป็นแหล่งพลังงานหรือสารอาหารเท่านั้น หลักการนี้จะเน้นให้เลือกบริโภคอาหารที่หลากหลายเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มีการตัดสินอาหารว่า “แย่” หรือ “ดี” เพราะทุกอย่างขึ้นกับปริมาณที่บริโภค หลายๆ ครั้งเราอาจจะไม่ได้อยากบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด แต่ตราบใดที่ในภาพรวมการบริโภคอาหารยังมีความสอดคล้องกับคำแนะนำทางโภชนาการ ก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องรู้สึกผิด หรือเกิดความเครียดแต่อย่างใด
  • รู้จักกลไกการควบคุมการบริโภคอาหาร ใส่ใจในกลไกการควบคุมความอิ่มและหิวจากภายในของตนเอง กินเมื่อหิว หยุดเมื่ออิ่ม แยกแยะความ “อยาก” กับ “หิว” ออกจากกัน จุดนี้เป็นจุดสำคัญมากครับ เพราะการได้รับพลังงานเกินความต้องการใช้ในแต่ละวันของหลายๆ คน มาจากการไม่ใส่ใจกลไกการควบคุมความอิ่มและหิวของร่างกายเองครับ

อาจจะฟังดูเป็นทฤษฎีๆ นิดหน่อยนะครับ แต่ผมเชื่อว่าการใช้ eating competency model ไปควบคู่กับคำแนะนำทางโภชนาการ จะช่วยให้เราสามารถบริโภคอาหารได้อย่างเหมาะสม โดยที่ยังสามารถคงความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหาร และมีการบริโภคอาหารอย่างมีความสุขได้ ซึ่งจะเป็นการปรับพฤติกรรมการบริโภคที่มีประสิทธิภาพในระยะยาวครับ

Reference:

Satter E. Eating competence: Definition and evidence for the Satter Eating Competence Model. J Nutr Educ Behav. 2007; 39(Suppl): S142-53.

Satter E. Eating competence: Nutrition education with the Satter Eating Competence Model. J Nutr Educ Behav. 2007; 39(Suppl): S189-94.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา