ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

พอดีบังเอิญไปเจอเปเปอร์หนึ่งจากสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ที่เพิ่งตีพิมพ์มาช่วงต้นปีที่ผ่านมา (2016) นี้เองครับ ว่าด้วยเรื่องของอาหารและโภชนาการกับโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และโรคอ้วน โดยพูดถึงในเชิงของระบบสาธารณสุขและนโยบายรัฐเป็นหลักครับ อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของอาหารและโภชนาการที่นำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงสาธารณสุขและนโยบายรัฐ ที่มีการบรรยายไว้ในบทความ มีความน่าสนจมากครับ จึงขออนุญาตหยิบยกเอามาเล่าสู่กันฟังในบางประเด็นก่อนนะครับ (เพราะถ้าเล่าหมดเลยเกรงว่าจะกลายเป็นบทความที่ยาวมากเกินไปครับ) ผู้ที่สนใจสามารถไปตามหาอ่านบทความฉบับเต็มได้ตามอ้างอิงด้านล่างเลยครับ

สำหรับในวันนี้ขออนุญาตหยิบยกประเด็นเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับโรคหัวใจและหลอดเลือดมาพูดคุยกันครับ เพราะในปัจจุบันกระแสของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมาค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้คนต้องการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง และในบางครั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารก็ยากกว่าการใช้ยา/ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้ครับ อย่างไรก็ตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังมีจำนวนไม่มาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจาะจงไปที่โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก วันนี้เลยนำมาสรุปให้ฟังคร่าว ๆ เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลไว้สำหรับอธิบายคนไข้ที่มีคำถามได้ครับ

เบต้าแคโรทีน

มีข้อมูลงานวิจัยเชิงสำรวจแบบไปข้างหน้า (cohort) จำนวนหนึ่งที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับเบต้าแคโรทีนและความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดครับ โดยกลุ่มประชากรที่บริโภคเบต้าแคโรทีนน้อยกว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า อย่างไรก็ตามไม่มีข้อมูลว่าการให้เบต้าแคโรทีนเสริมในประชากรทั่วไปจะเกิดประโยชน์แต่อย่างใด รวมถึงยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดไปแทน ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดด้วยครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคำแนะนำให้เสริมเบต้าแคโรทีนเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแต่อย่างใดครับ

แคลเซียม

งานวิจัยในส่วนของแคลเซียมกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดยังมีความขัดแย้งกันอยู่ แต่ก็มีงานวิจัยคุณภาพดีจำนวนไม่น้อยเลยครับ ที่พบว่าการเสริมแคลเซียมอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด (myocardial infraction) ได้ และยังไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับประโยชน์ต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดครับ เพราะฉะนั้นก่อนคิดจะเสริมแคลเซียม ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล เพื่อประเมินความเสี่ยง-ประโยชน์ก่อนทุกครั้งนะครับ และใช้แคลเซียมเสริมเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้นครับ

วิตามินดี

ข้อมูลจากงานวิจัยเชิงสำรวจ (observational) พบว่าระดับวิตามินดีในเลือดที่ต่ำ สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สูงขึ้นครับ อย่างไรก็แล้วแต่ งานวิจัยที่ทดลองเสริมวิตามินดียังไม่พบว่าช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ครับ แต่ทว่างานวิจัยจำนวนมากเป็นงานวิจัยระยะสั้น ยังคงต้องมีงานวิจัยระยะยาวสังเกตผลต่อไปครับ

วิตามินอี

ข้อมูลจากงานวิจัยเชิงสำรวจก็พบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับวิตามินอีที่ต่ำกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) ที่เพิ่มขึ้นครับ อย่างไรก็ตามเมื่อทดลองเสริมวิตามินอี ไม่พบว่าจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แต่อย่างใด และที่น่าสนใจคือกลุ่มผู้ที่เสริมวิตามินอีในปริมาณมากมีอัตราการเสียชีวิตที่มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เสริมด้วยครับ

กรดโฟลิก วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12

ข้อมูลจากงานวิจัยเชิงสำรวจ (อีกแล้วครับ) พบว่าระดับกรดโฟลิกในเลือดที่ต่ำ สัมพันธ์กับระดับของ homocysteine ที่สูงขึ้น และสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นครับ มีงานวิจัยระยะสั้นที่พบว่าการเสริมกรดโฟลิกช่วยลดระดับของ homocysteine ในเลือดได้ แต่นั่นจะหมายความว่าความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะลดลงหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ครับ และในงานวิจัยบางงาน พบว่าการเสริมกรดโฟลิกสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นแทนด้วยครับ

วิตามินรวม

งานวิจัยขนาดเล็กบางงาน พบว่าการเสริมวิตามินรวมช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่เมื่อดูระเบียบวิธีวิจัยแล้วยังไม่ดีนัก แต่เมื่อพิจารณางานวิจัยที่ใหญ่ขึ้นและมีมาตรฐานขึ้น ไม่พบว่าการเสริมวิตามินรวมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชากรทั่วไปได้แต่อย่างใดครับ

น้ำมันปลา

งานวิจัยเชิงสำรวจพบว่าการบริโภคปลาที่เพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจที่ลดลง งานวิจัยชนิด meta-analysis ในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง พบว่าการเสริมน้ำมันปลา ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรกลุ่มที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจอยู่แล้ว

จากที่เล่ามาทั้งหมด จะสังเกตเห็น concept รวม ๆ ได้อย่างหนึ่งใช่มั้ยครับ ว่าในงานวิจัยที่เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ เราจะพบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสารอาหารในปริมาณที่ต่ำ กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่สูงขึ้น แต่เมื่อทดลองในรูปของการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร งานวิจัยเกือบทั้งหมดจะล้มเหลวในการพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์ของการเสริมสารอาหารในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดครับ นั่นก็เพราะว่า ในชีวิตจริงคนเราไม่ได้รับเพียงแค่สารอาหารเดี่ยว ๆ เข้าสู่ร่างกาย แต่เราบริโภคอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งรวมของสารอาหารและสารอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารจำนวนมาก สารประกอบเหล่านี้ย่อมมีปฏิกิริยาต่อกัน เกิดเป็นผลลัพธ์ต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น เบต้าแคโรทีน โดยมากจะพบในผักและผลไม้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการกินผักผลไม้จะทำให้ได้รับเบต้าแคโรทีนเพียงอย่างเดียว แต่เราจะได้รับวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ รวมไปถึงใยอาหารด้วย นี่ก็อาจจะเป็นคำอธิบายที่ว่า ทำไมการเสริมเบต้าแคโรทีนเพียงอย่างเดียวถึงไม่เห็นประโยชน์ครับ มีเพียงน้ำมันปลาเพียงตัวเดียว ที่มีหลักฐานทางวิชาการชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ต่อการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดครับ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนไข้ทุกรายจำเป็นต้องเสริมน้ำมันปลาเสมอไป เพราะอย่าลืมว่าเราก็สามารถได้รับน้ำมันปลาจากการกินปลาทะเลอยู่ดีครับ และโดยความเห็นส่วนตัว กินปลาแซลมอน ปลาทูน่า อร่อยกว่ากินน้ำมันปลาเพียวๆ เสริมแน่นอนครับ 🙂

หวังว่าข้อมูลตรงนี้จะเป็นตัวช่วยให้นักกำหนดอาหารสามารถแนะนำคนไข้โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ดีขึ้นครับ

อ้างอิง

Mozaffarian D. Dietary and Policy Priorities for Cardiovascular Disease, Diabetes, and Obesity. Circulation. 2016; 133: 187-225.

Mozaffarian D, et al. Components of a cardioprotective diet: new insights. Circulation. 2011; 123: 2870–2891.

Moyer VA; U.S. Preventive Services Task Force. Vitamin, mineral, and multivitamin supplements for the primary prevention of cardiovascular disease and cancer: U.S. Preventive services Task Force recommendation statement. Ann Intern Med. 2014; 160(8): 558-64.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา