MNT กับโภชนศึกษา ต่างกันอย่างไร?

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เป็นนักกำหนดอาหารเอง ยังอาจมีความสับสนอยู่ครับ ระหว่างเรื่องของการให้โภชนบำบัดทางการแพทย์ (Medical nutrition therapy) โดยเฉพาะการให้คำปรึกษาทางโภชนาการ (Nutrition counseling) กับเรื่องของการให้โภชนศึกษา (Nutrition education) ว่าสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร พอดีได้มีโอกาสไปอ่านในเว็บไซต์ของสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา จึงขออนุญาตสรุปมาเป็นตาราง ติดตามกันได้เลยครับ

หัวข้อ การให้โภชนบำบัดทางการแพทย์ (MNT) การให้โภชนศึกษา (Nutrition education)
คำนิยาม กระบวนการที่ประกอบด้วยการประเมินภาวะโภชนาการ การวินิจฉัยปัญหา การให้โภชนบำบัด และการให้คำปรึกษาทางโภชนาการ ที่มีจุดประสงค์เพื่อการจัดการโรค/สภาวะรายบุคคล การให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการพื้นฐาน/ความรู้ที่จำเป็นต่อการดูแลตนเองด้านโภชนาการ
การประเมินภาวะโภชนาการ

แพทย์ผู้ดูแลส่งต่อคนไข้มายังนักกำหนดอาหารโดยระบุโรคที่เป็น (เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ฯลฯ) ร่วมกับผลทางห้องปฏิบัติการ ยาที่ใช้ และการวินิจฉัยอื่น ๆ

ผู้ให้ความรู้สอบถามคนไข้ว่ามีความรู้พื้นฐานอะไรบ้าง เช่น เรื่องคอเลสเตอรอล ไขมัน โซเดียม โดยอาจอยู่ในรูปของวาจา หรือแบบทดสอบก็ได้

 การวินิจฉัยปัญหาทางโภชนาการ นักกำหนดอาหารวินิจฉัยปัญหาทางโภชนาการจากข้อมูลที่ได้จากการประเมินภาวะโภชนาการ ผู้ให้ความรู้ประเมินความรู้จากข้อมูลพื้นฐานที่คนไข้อธิบาย หรือประเด็นที่ยังไม่รู้/ไม่เข้าใจ
 การให้โภชนบำบัด

นักกำหนดอาหารประเมินเป้าหมาย (goal) และวางแผนการให้โภชนบำบัด หรือการให้คำแนะนำเพื่อปรับพฤติกรรม เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายได้ มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ให้ความรู้ให้ข้อมูลคนไข้เกี่ยวกับเรื่องที่คนไข้ต้องการ เช่น อาหารเบาหวาน อาหารลดไขมันในเลือด อาหารโซเดียมต่ำ ฯลฯ โดยอาจทำได้โดยวาจาหรือมีเอกสารให้ก็ได้
 การติดตามและประเมินผล  ติดตามตัวชี้วัดต่าง ๆ ในการประเมินภาวะโภชนาการ ทั้งตัวชี้วัดด้านการบริโภคอาหาร ตัวชี้วัดทางคลินิก และตัวชี้วัดทางพฤติกรรม

ผู้ให้ความรู้ประเมินความเข้าใจของคนไข้ โดยอาจอยู่ในรูปแบบของการสอบถามด้วยวาจา หรือการทำแบบทดสอบก็ได้

ข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือ บทบาทของการให้โภชนบำบัดทางการแพทย์ (Medical nutrition therapy) เป็นบทบาทเฉพาะวิชาชีพของนักกำหนดอาหาร แต่บทบาทในการให้โภชนศึกษา (Nutrition education) นั้นเป็นบทบาทที่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นนักกำหนดอาหารก็สามารถทำได้ครับ แม้ว่าบทบาททั้งสองนี้มีความคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีจุดสำคัญมากจุดหนึ่งที่ทำให้แตกต่างก็คือ การให้ MNT มุ่งเน้นในการวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดของคนไข้แต่ละราย ซึ่งแตกต่างจากการให้โภชนศึกษา ที่มุ่งเน้นการให้ความรู้เป็นหลักครับ

หวังว่าข้อมูลตรงนี้จะใช้เป็นตัวยืนยันความสำคัญของบทบาทการให้ MNT โดยนักกำหนดอาหารได้นะครับ เพราะในกระบวนการปรับพฤติกรรม การให้โภชนศึกษาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอในการทำให้เกิดการปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน นักกำหนดอาหารคงจำเป็นต้องใช้ทักษะการให้โภชนศึกษา ร่วมกับทักษะ MNT เพื่อการปรับพฤติกรรมด้วยครับ เพราะอย่าลืมว่าบทบาทของการให้โภชนศึกษานั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกำหนดอาหารก็ทำได้ (ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข นักวิชาการสุขศึกษา ฯลฯ) ดังนั้นในการสร้างคุณค่าของวิชาชีพ จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าบทบาทของวิชาชีพนักกำหนดอาหารแตกต่างจากวิชาชีพอื่นยังไงครับ 🙂

อ้างอิง

Academy of Nutrition and Dietetics. MNT vs Nutrition Education. [Accessed at http://www.eatrightpro.org/resource/practice/getting-paid/who-pays-for-nutrition-services/mnt-vs-nutrition-education]

Franz MJ, et al. Effectiveness of medical nutrition therapy provided by dietitians in the management of non-insulin-dependent diabetes mellitus: a randomized, controlled clinical trial. J Am Diet Assoc. 1995; 95(9): 1009-17.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา