การเปลี่ยนแปลงทางเมแทบอลิกระหว่างการตั้งครรภ์

เชื่อว่านักกำหนดอาหารหลาย ๆ ท่านคงได้ให้การดูแลคนไข้ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์มาไม่มากก็น้อยนะครับ หลาย ๆ ครั้งเราก็จะสังเกตเห็นว่าคนไข้มักมีปัญหาในเรื่องของตัวชี้วัดต่าง ๆ ทางเมแทบอลิก ทั้ง ๆ ที่ในหลาย ๆ ครั้งคนไข้ก็ให้ประวัติว่าไม่เคยเป็นโรคอะไรประมาณนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงก็ตาม แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? วันนี้เลยมาเล่าให้ฟังกันครับ

แน่นอนว่าช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินอาหาร การทำงานของไต ไปจนถึงการตอบสนองทางเมแทบอลิกครับ หลัก ๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงทางเมแทบอลิกนั้นจะมีอยู่ 4 ประเภทใหญ่ๆ ครับ นั่นก็คือ

  1. การสะสมของไขมันที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของหญิงตั้งครรภ์ นอกจากจะมาจากทารกในครรภ์ที่เติบโตขึ้นทุกวันแล้ว ก็ยังมาจากปริมาณไขมันสะสมในร่างกายของคุณแม่ โดยจุดประสงค์เพื่อเป็นพลังงานสำรองให้ทารกได้เจริญเติบโตขึ้นด้วย การสะสมของไขมันนี้จะเกิดขึ้นได้ทั้งบริเวณใต้ผิวหนัง (subcutaneous) และบริเวณช่องท้อง (visceral) ครับ ปริมาณไขมันสะสมนั้นก็ขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่บริโภคเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นครับ ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์ควรมีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวที่อยู่ในช่วงเกณฑ์ปกติตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถประเมินโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Vallop-curve ที่อยู่ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก เล่มสีชมพูครับ น้ำหนักตัวที่เพิ่มน้อยกว่าเกณฑ์ อาจบ่งชี้ว่าทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากกว่าเกณฑ์ อาจบ่งชี้การสะสมของไขมันที่มากเกินปกติ ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาน้ำหนักตัวคงค้างหลังคลอดมากขึ้นได้ครับ
  2. เมแทบอลิซึมของไขมัน เนื่องจากทารกก็ต้องการพลังงาน ดังนั้นร่างกายของคุณแม่จึงมีกระบวนการสลายไขมันมาเป็นพลังงานมากขึ้น สอดคล้องกับการสะสมของไขมันที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันครับ จึงทำให้สามารถพบภาวะไขมันในเลือดสูงชั่วคราวขณะตั้งครรภ์ได้ โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับไขมันก็เป็นสัดส่วนกับปริมาณน้ำตาลที่บริโภคด้วยเช่นกันครับ ในคุณแม่ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับไขมันในเลือดก็จะมากกว่าคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวปกติก่อนการตั้งครรภ์ครับ หลังจากคลอดแล้วไขมันก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนการตั้งครรภ์ครับ
  3. เมแทบอลิซึมของโปรตีน เนื่องจากทารกในครรภ์ก็ต้องการกรดอะมิโนเพื่อนำไปใช้สร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ความต้องการโปรตีนของหญิงตั้งครรภ์จึงเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับอัตราการใช้กรดอะมิโนเพื่อสร้างเป็นเนื้อเยื่อต่าง ๆ กระบวนการสังเคราะห์โปรตีนนั้นจะเพิ่มขึ้นประมาณ 15% ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ และ 25% ในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ครับ ดังนั้นในไตรมาสหลัง ๆ โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอเป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ ครับ
  4. เมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต แน่นอนว่าอันนี้อาจจะเป็นที่คุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะร่างกายของหญิงตั้งครรภ์มักมีการเพิ่มขึ้นของความดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) ชั่วคราวในช่วงระยะหลังของการตั้งครรภ์ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราว เพื่อให้ทารกได้รับน้ำตาลเพียงพอต่อการเจริญเติบโตครับ จึงเป็นที่มาของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) ในหญิงตั้งครรภ์ที่ได้บริโภคอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไปครับ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ๆ เป็นระยะเวลานานในช่วงการตั้งครรภ์นั้น ก่อให้เกิดผลเสียต่อทั้งหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ ดังนั้นการควบคุมน้ำตาลในช่วงระยะเวลาขณะตั้งครรภ์ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญมาก ๆ เลยทีเดียวครับ

จะสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงทางเมแทบอลิกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์นั้น ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับโภชนาการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักตัว (พลังงาน) ไขมัน โปรตีน หรือน้ำตาลก็ตาม ดังนั้นการดูแลทางโภชนาการที่เหมาะสมตลอดช่วงเวลาของการตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นักกำหนดอาหารจึงควรมีบทบาทในการให้การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงเหล่านี้ จึงจะทำให้สุขภาพของแม่และเด็กดีขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวครับ

อ้างอิง

Nelson M, et al. Maternal metabolism and obesity: modifiable determinants of pregnancy outcome. Human Reprod Update. 2010; 16(3): 255-75.

Thangaratinam S, et al. Effects of interventions in pregnancy on maternal weight and obstetric outcomes: meta-analysis of randomised evidence. BMJ. 2012; 344: 2088.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา