ปัญหาน้ำนมไม่พอในหญิงให้นมบุตร

ทำอย่างไรให้มีน้ำนมสำรองเพียงพอและประสบความสำเร็จในการให้น้ำนมบุตร?

โดยปกติแล้ว สำหรับคุณแม่ที่มีการรับประทานอาหารที่ดี มีการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่เครียด และมีการดูแลทารกอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง รวมถึงมีเทคนิคการให้นมลูกอย่างถูกวิธีแล้ว ก็มักไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องน้ำนมน้อยค่ะ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคุณแม่อีกหลาย ๆ ท่านที่รู้สึกว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มีปริมาณนมแม่ที่น้อยเกินไป นักกำหนดอาหารสามารถช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องของโภชนาการ รวมถึงวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มปริมาณนมแม่ ซึ่งจะนำไปสู่การให้นมลูกด้วยตนเองที่ประสบความสำเร็จในที่สุดค่ะ

การดูดนมของลูกนั้น ถือได้ว่าเป็นการช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำนมโดยธรรมชาติ ดังนั้นน้ำนมที่ออกมาจะมีปริมาณเพียงพอตามความต้องการของทารกค่ะ นอกจากนี้ความสัมพันธ์แม่ลูกจากการสัมผัสตัวระหว่างแม่และทารก จะเป็นการช่วยแม่กระตุ้นการผลิตฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยสร้างน้ำนม และสำหรับทารกจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบาย และเกิดความคุ้นเคยกับมารดาของตนมากขึ้น การที่จะดูว่าน้ำนมที่แม่ผลิตออกมานั้นเพียงพอสำหรับเด็กแล้วหรือยัง ให้สังเกตได้จากตัวชี้วัดอย่างเช่น น้ำหนักตัวและความยาวของทารก ว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่  รวมทั้งวิธีการอื่นๆ เช่น สังเกตว่ามีผ้าอ้อมเปียกจากการปัสสาวะของเด็กถึง 6-8 ครั้งต่อวันหรือไม่ และ ความถี่ในการอุจจาระของเด็กค่ะ

ในบางครั้ง คุณแม่หรือแม้แต่ทารกเองอาจมีปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้การให้นมแม่กับลูกนั้นไม่ประสบความสำเร็จ (ดังตารางที่ 1) สามารถสังเกตได้จากสัญญาณบ่งชี้ เช่น หากแม่รู้สึกว่าน้ำนมที่ออกมามีปริมาณลดลง หรือ ทารกมีการเจริญเติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็นค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม การที่ลูกจะเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง มีพัฒนาที่เหมาะสม รวมถึงการรักษาสายสัมพันธ์แม่ลูกไว้ให้ได้นั้น ต้องมีการช่วยให้การให้นมแม่เป็นไปได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ โดยต้องมีการแก้ไขปัญหาให้ถูกจุด ระบุไปถึงสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้น้ำนมแม่ไม่เพียงพอ และควรจะได้รับการแก้ไขภายใต้การดูแลจากแพทย์ที่ให้การดูแลรักษาอยู่ค่ะ

ตารางที่ 1 สาเหตุที่เป็นไปได้ที่น้ำนมแม่ไม่เพียงพอ

สาเหตุจากแม่

สาเหตุจากทารก

การไหลของน้ำนม การผลิตน้ำนม ความต้องการพลังงานสูง พลังงานรวมไม่เพียงพอ

ทานอาหารไม่เหมาะสม

  • ความเครียด
  • ยาบางชนิด
  • ความดันโลหิตสูง
  • สูบบุหรี่
  • เจ็บหัวนม (sore nipples)
  • เต้านมคัด
  • มีประวัติการผ่าตัดเต้านมมาก่อนหน้า
  • ภาวะไทรอยด์
  • การใช้ antihistamine (ยาแก้แพ้) มากเกินไป
  • เนื้อเยื่อ alveolar พัฒนาไม่เต็มที่
  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • ทานอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารน้อย หรือไม่เพียงพอ
  • อ่อนเพลีย
  • เครียด
  • สูบบุหรี่จัด
  • มีเศษรกตกค้างหลังการคลอด
  • กำลังตั้งครรภ์
  • ยาบางชนิด
  • ความดันโลหิตสูง
  • มีประวัติการผ่าตัดเต้านมเดิม
  • ใช้ยาหรืออาหารเสริมเกินจำเป็น
  • ภาวะทางระบบประสาท
  • โรคหัวใจแต่กำเนิด
  • ทารกตัวเล็ก
  • อาเจียน ท้องเสีย
  • ภาวะการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ
  • ติดเชื้อ
  • ความพิการแต่กำเนิด (ทางปากหรือหน้า)
  • มีการเข้าเต้าไม่เหมาะสม
  • หลับบ่อย
  • ความถี่ในการให้น้ำนมน้อย
  • ความผิดปกติทางใบหน้าหรือกระโหลกศีรษะ(Creniofacial abnormalities)
  • ดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า (Ineffective emptying of breast)

ในทารกบางคนอาจพบว่ามีภาวะที่ไม่สามารถทนต่ออาหารบางชนิดที่แม่ทานเข้าไปได้ (intolerance) อาการที่อาจแสดงออกมา เช่น หงุดหงิดง่าย หรือท้องเสียค่ะ คุณแม่ที่ลูกมีภาวะนี้จะได้รับคำแนะนำให้งดอาหารที่ต้องสงสัยนั้นไปก่อนชั่วคราว อาจรอไปจนกระทั่งทารกโตขึ้น และมีระบบย่อยอาหารที่สมบูรณ์มากขึ้น ถึงจะทดลองเริ่มอาหารนั้นได้อีกครั้ง แต่ในบางรายอาการเหล่านี้ อาจหายได้หลังจากนั้นในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือหลายเดือน  อาหารที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นสาเหตุของอาการดังกล่าวนี้ มีอยู่หลายชนิด เช่น โปรตีนจากนมวัว (เคซีน) ผักกระกูลกะหล่ำ เครื่องดื่มอัดก๊าซ หรือแม้แต่ อาหารรสเผ็ดค่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นหลักสำคัญที่นักกำหนดอาหารควรคำนึงถึง คือหากคุณแม่ต้องมีการงดการทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไป ต้องคอยประเมินดูด้วยว่าสารอาหารที่ได้รับในขณะนั้น ครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ ต่อทั้งคุณแม่เองและทารก โดยอาจมีการเสริมอาหารทดแทนให้เหมาะสม ในกรณีที่จำเป็นค่ะ

ปัญหาที่อาจพบได้อีกอย่างหนึ่งคือ หากแม่ทานยาบางชนิดแล้วจะส่งผลต่อลูกหรือไม่    ยาเกือบทุกชนิดจะสามารถพบในน้ำนมแม่และส่งไปสู่ลูกได้ แต่พบในปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน และข้อควรระวังเป็นพิเศษ ในคุณแม่ที่ต้องให้นมทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกที่ป่วย เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้แม้ยาเพียงปริมาณแค่เล็กน้อยในน้ำนม ก็อาจส่งผลกระทบต่อเด็กได้ค่ะ

ตารางที่ 2 วิธีเพิ่มน้ำนม สำหรับผู้ที่มีปัญหาการให้นมบุตร

ปัญหา

วิธีการจัดการ

หัวนมบอด (inverted nipples) – ใช้ Breast shells ในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์

– ดึงหัวนมให้ยื่นยาวก่อนให้ทารกดูดนมหรือ ใช้ที่ปั๊มนม 1-2 นาที

เต้านมคัด (Breast engorgement) – ทำให้เต้านมอ่อนนุ่มลง โดยการบีบระบายน้ำนมออกมาก่อนเล็กน้อย

– ให้ทารกดูดนมบ่อยมากขึ้น

– บีบน้ำนมออกด้วยมือหรือเครื่องปั๊มหลังให้นม เพื่อลดอาหารคัด

– ประคบเต้านมด้วยความเย็น เพื่อลดความปวด  หลังให้นม

– อาจต้องทานยาแก้อักเสบ ตามความจำเป็น

การเข้าเต้า หรือ การอมหัวนมและลานนมที่ไม่ถูกต้อง – ให้ทารกเข้าเต้า* ในตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสม

– ให้ทารกดูดนมแบบ mouth-full โดยครอบทั้งปาก ให้ถึงลานนม

– ใช้ nipple shield เป็นทางเลือกสุดท้าย และเฉพาะตามคำแนะนำของแพทย์

ทารกเปิดปากไม่กว้างพอ – ก่อนให้นม ให้ลองใช้นิ้ว1 นิ้วค่อยๆลดช่วงกลามล่างของเด็กลง เสมือนเป็นหัวนม เพื่อเป็นการลองเปิดปากของเด็กให้กว้างขึ้นก่อนให้น้ำนมจริง
เจ็บหัวนม (Sore nipples) – อาจต้องใช้ขี้ผึ้งสำหรับทาหัวนมเพื่อลดความเจ็บ

– ใช้ breast shells ( หาก sensitive มาก )

– ใช้ hydrogel pads ,  ยาที่ได้รับการรับรอง

โดยต้องภาวะอื่นที่ต้องตรวจสอบ คือ ภาวะลิ้นติด (Ankyloglossia),การติดเชื้อรา หรือการใช้ fitting pump ที่ช่องคลอดที่ไม่เหมาะสม หรือไม่

ทารกดูดนมไม่ดี ไม่เหมาะสม – ลองใช้มือเชยคางทารกขึ้น ก่อนให้ดูดนม

– ลองนวดเต้านม เป็นการลองให้นมเข้าปากเด็กก่อน ช่วยกระตุ้นการดูดการกลืนของทารก

– หรือ อาจเกิดจากปัญหาทางร่างกายของทารกหรือมารดาเอง

ทารกแสดงออกว่าจะดูดนมแต่ไม่งับหัวนม และมีการร้องไห้แบบอารมณ์เสีย – หยุดพักการให้น้ำนมไปก่อน และคุณแม่ควรทำจิตใจผ่อนคลายก่อนจะทดลองให้ลูกดูดนมอีกครั้ง

– ให้ทารกอยู่ในตำแหน่งที่สบาย หันหน้าเข้าหาเต้านม

– ลองหยดน้ำนมเล็กน้อยที่หัวนม ช่วยดึงดูดทารก

ทารกเผลอหลับขณะกำลังให้นม – คอยปลุกให้ตื่น โดยให้แม่ลองอุ้มทารกตั้งขึ้น ลองลูบหลัง พูดคุยกับลูก หรือวิธีนุ่มนวลอื่นๆที่เป็นไปได้ เช่น การขยับเต้านมแม่ หรือใช้นิ้วกดที่เต้านมแม่เบาๆ

– แต่หากลูกเผลอหลับไปอีกครั้ง ให้เลื่อนการให้น้ำนมไปก่อน

– ใช้วิธีการนวดเต้านม กระตุ้นให้น้ำนมไหลเร็วขึ้น จะเป็นการกระตุ้นให้ทารกดูดนมไปในตัว

หัวนมและเต้านมอักเสบ (Mastitis) – อาการแสดง คือ เต้านมแดง อ่อน หรืออาจมีไข้ อ่อนเพลีย

– แพทย์อาจมีการสั่งจ่ายยาฆ่าเชื้อ

– หากแพทย์อนุญาต ว่าสามารถให้นมต่อได้ พยายามให้นมจนเกลี้ยงเต้า น้ำนมที่ให้นี้มีความปลอดภัยต่อเด็ก และ แนะนำให้แม่พักผ่อนอย่างเพียงพอ

ความเข้าใจว่าตนมีน้ำนมน้อย

 

 

 

 

 

 

 

– พยายามให้ทารกดูดนมบ่อยมากขึ้น ตามความต้องการของเด็ก

– อุ้มลูกให้ตัวแนบชิดแม่ (Skin to skin care) เพื่อกระตุ้นฮอร์โมนprolactin

– หลีกเลี่ยงการให้ดูดนมจากขวด

– ทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนเพียงพอ

– พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงภาวะเครียด

– หมั่นดูแลประเมินว่าน้ำนมที่ทารกได้เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ เช่น จำนวนผ้าอ้อมเปียก หรือระบบการขับถ่ายที่เหมาะสม

– ประเมินการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว ที่เหมาะสม

 

ภาวะที่มีน้ำนมน้อยจริง

(True low milk supply)

– ตรวจเช็คให้ทารกอยู่ในตำแหน่งการดูดนม การเข้าเต้าที่ สบายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด (โดยให้ลองดูดนมทั้งสองข้าง และสลับข้างเป็นระยะ กระตุ้นการดูดนมของเด็กให้มากขึ้น)

– หลีกเลี่ยงการให้ดูดจากขวดนม หรือจุกนมปลอม

– ในการให้นมแต่ละครั้ง ให้ให้จนเกลี้ยงเต้า 8-12 ครั้งต่อวัน หรือ อาจใช้ปั๊มช่วยในบางครั้ง หลังทารกดูดนมเสร็จ และให้ให้ทำต่อเนื่องหลังจากนั้นไปอีก 5 นาที เพื่อให้น้ำนมหมดเต้าจริง ๆ

– เพิ่มการปั๊มน้ำนมในช่วง ตี1 – ตี5 ซึ่งเป็นช่วงน้ำนมผลิตได้มากที่สุด

– ใช้ที่ปั๊มที่มีคุณภาพ โดยอาจขอยืมมาจากโรงพยาบาล

– นวดเต้านมไปด้วยขณะให้น้ำนม

– ใช้วิธี Skin-to-skin เป็นวิธีการให้น้ำนมแต่ละครั้ง

– ทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนและดื่มน้ำให้เพียงพอ

– พักผ่อนให้เพียงพอ

– ลดความเครียด

– อาจมีการใช้สมุนไพรหรือยาตามคำแนะนำของแพทย์

คำแนะนำเพิ่มเติม

  • การดูดนมแต่ละครั้ง ควรให้ทารกดูดจนอิ่มและทารกจะปล่อยหัวนมออกเอง
  • ระยะเวลาที่ทารกใช้ดูดนม แต่ละครั้ง ประมาณ 15-20 นาที โดยดูดให้เกลี้ยงเต้าทั้งสองข้าง ระยะห่าง 2-2 ½ ชั่วโมง ความถี่ 8-12 ครั้งต่อวัน
  • หากทารกดูดสั้นและถี่เกินไป หรือดูดนมนานเกิน 30 นาที แนะนำให้ลองประเมินท่าอุ้มและการดูดนม
  • สัญญาณ “หิว” ของทารก
    • ส่งมือไขว่คว้าบริเวณปาก
    • ดูดปาก ยื่นลิ้นออกมา
    • ขยับ/เผลอริมฝีปาก
    • ร้องไห้ โดยเฉพาะเมื่อหิวมาก
    • หันศีรษะหรือปากเข้าหาแม่
  • การให้ลูกดูดนม (เข้าเต้า) ที่ถูกต้อง
    • ให้ลูกอมงับถึงลานนม จะอมลานนมล่างได้มากกว่าด้านบน
    • ให้ปากของลูกอ้ากว้างแนบกับเต้านมแม่
    • ริมฝีปากล่างของลูกบานออก
    • คางของลูกแนบชิดเต้านมแม่

หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักกำหนดอาหารที่ให้การดูแลคนไข้กลุ่มหญิงให้นมบุตรทุกท่านค่ะ

อ้างอิง

  • Brown JE. Nutrition in the life cycle 5th edition. Centgage Learning. 2013.
  • ยุพยง แห่งเชาวนิช. Management and support of infant feeding in maternity facilities. Thai Breastfeeding Center Foundation. 2012.
  • Breastfeeding. Obstetrics and Gynecology. Chiang Mai University. 2010.

About the author

ธันยธร วงศ์ณิชชากุล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH)