การประเมินความต้องการพลังงาน

ในการปฏิบัติงานทางคลินิกของนักกำหนดอาหาร สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการประเมินความต้องการพลังงานของคนไข้ใช่มั้ยครับ อย่างไรก็ตาม สมการที่ใช้ในการคำนวณพลังงานนั้นมีมากมาย แล้วนักกำหนดอาหารควรจะเลือกใช้สมการใดในสถานการณ์ใดบ้าง มาติดตามกันเลยครับ

Indirect Calorimetry

การประเมินความต้องการพลังงานที่แม่นยำที่สุดคือวิธีการใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า indirect calorimetry ครับ โดยเป็นการวัดปริมาตรของแก๊สที่คนไข้หายใจเข้าและออก จากนั้นนำมาคำนวณเป็นความต้องการพลังงานต่อวัน การใช้ indirect calorimetry มีความแม่นยำมากที่สุด เนื่องจากเป็นการวัดอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายโดยตรง ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้จากสภาวะของโรคหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่คนไข้มีอยู่ ซึ่งไม่สามารถคำนวณได้แม่นยำหากใช้สมการทำนายความต้องการพลังงานครับ

โดยมากการใช้ indirect calorimetry จะเอาไว้สำหรับการดูแลคนไข้วิกฤติ เพราะว่าความต้องการพลังงานของคนไข้วิกฤติไม่สามารถทำนายได้จากการใช้สมการคำนวณอย่างแม่นยำเท่าไรนักครับ นอกจากนี้ การใช้ indirect calorimetry ยังสามารถระบุค่า respiratory quotient (RQ) หรืออัตราส่วนระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อเทียบกับแก๊สออกซิเจนที่ใช้ในกระบวนการหายใจ หากค่า RQ มีค่าต่ำกว่า 0.7 แสดงว่าคนไข้อาจมีภาวะ hypoventilation หรือได้รับพลังงานไม่เพียงพอ หากค่า RQ มีค่าสูงกว่า 1.0 แสดงว่าคนไข้อาจได้รับพลังงานมากเกินไป (Overfeeding) และอาจเกิดภาวะ hyperventilation ได้ครับ

การใช้สมการคำนวณความต้องการพลังงาน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในทางปฏิบัติแล้ว การใช้ indirect calorimetry ในการประเมินความต้องการพลังงานของคนไข้นั้นยังไม่เป็นที่นิยมนักในประเทศไทย เนื่องจากเครื่องมือมีราคาค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการใช้สมการในการทำนายความต้องการพลังงานของคนไข้มากมาย Academy of Nutrition and Dietetics ได้ทำการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้สมการทำนายความต้องการพลังงานในปี 2012 สรุปมาเป็นขั้นตอนดังนี้ครับ

  1. ประเมินว่าคนไข้อยู่ในสภาวะใด
    • หากเป็นคนไข้ทั่วไป (ไม่ได้อยู่ในสภาวะวิกฤติ ให้ใช้ Mifflin-St. Jeor Equation โดยใช้น้ำหนักตัวปัจจุบัน (Actual body weight) ในการคำนวณ
    • หากเป็นคนไข้วิกฤติ ให้ตอบคำถามข้อถัดไป
  2. คนไข้เป็นโรคอ้วนหรือไม่
    • หากไม่ ให้ใช้ Penn State Equation (2003b)
    • หากใช่ ตอบคำถามข้อถัดไป
  3. คนไข้เหมาะสมกับการได้รับสูตรอาหารที่พลังงานต่ำกว่าความต้องการพลังงานหรือไม่
    • หากใช่ ให้คำนวณความต้องการพลังงานที่ 22 – 25 kcal/kgIBW/day หรือ 11 – 14 kcal/kg actualBW/day
    • หากไม่ ตอบคำถามข้อถัดไป
  4. คนไข้อายุเกิน 60 ปีหรือไม่
    • หากไม่ ให้ใช้ Penn State Equation (2010)
    • หากใช่ ให้ใช้ Penn State Equation (2003b)

สมการคำนวณความต้องการพลังงาน

  • Mifflin-St. Jeor’s Equation
    • เพศชาย BMR = (9.99 x น้ำหนักตัว (กก.)) + (6.25 x ส่วนสูง (ซม.)) – (4.92 x อายุ (ปี)) + 5
    • เพศหญิง BMR = (9.99 x น้ำหนักตัว (กก.)) + (6.25 x ส่วนสูง (ซม.)) – (4.92 x อายุ (ปี)) – 161
  • Penn State Equation (2003b) สำหรับคนไข้ที่ไม่มีโรคอ้วน หรือคนไข้ที่มีโรคอ้วนที่อายุน้อยกว่า 60 ปี
    • RMR = [(BMR x 0.96) x (VE x 31)] + (Tmax x 167) – 6212
  • Penn State Equation (2010) สำหรับคนไข้ที่มีโรคอ้วนที่อายุมากกว่า 60 ปี
    • RMR = [(BMR x 0.71) x (VE x 64)] + (Tmax x 85) – 6212

VE = อัตราการหายใจต่อนาที (L/min), Tmax = อุณหภูมิร่างกายที่สูงที่สุดขณะนั้น (oc)

หวังว่าจะเป็นไอเดียให้ทุกท่านนำไปใช้ในการคำนวณความต้องการพลังงานของคนไข้ได้นะครับ 🙂

อ้างอิง

  • Charney P, Malone A. Pocket Guide to Nutrition Assessment. 3rd ed. Academy of Nutrition and Dietetics. 2016.
  • Academy of Nutrition and Dietetics. Energy Expenditure Evidence Analysis Library. 2014. [Accessed at http://andeal.org/topic.cfm?menu=5299&cat=5237]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา