โภชนบำบัดในโรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์เป็นอีกโรคที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในเชิงของโภชนบำบัดนะครับ ถ้าลอง search ใน google ดูก็จะพบว่ามีคำแนะนำที่หลากหลายมาก จากทั้งนักวิชาการ และคนที่ไม่ใช่นักวิชาการ ซึ่งคำแนะนำนั้นก็แตกต่างกันไป วันนี้เลยขออนุญาตหยิบยกเอาบทความหนึ่งจากปรมาจารย์ด้านโรคเก๊าท์อันดับต้น ๆ ของโลก คือ Prof. Hyon K Choi เกี่ยวกับแนวทางการปรับพฤติกรรม (รวมไปถึงการดูแลด้านโภชนาการ) ในคนไข้โรคเก๊าท์กันครับ จะได้นำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเวลาแนะนำคนไข้โรคเก๊าท์ได้ครับ

คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและโรคเก๊าท์มาจากไหน?

อันดับแรกคงต้องไปดูที่ต้นตอของคำแนะนำกันก่อนครับ งานวิจัยในระยะแรก ๆ ที่หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางพฤติกรรมกับภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (hyperuricemia) และโรคเก๊าท์ ส่วนใหญ่ได้มาจากงานวิจัยเชิงระบาดวิทยา ไม่ว่าจะเป็น Health Professionals Follow-up Study (HPFS) หรือ Nutrition Examination Survey (NHANES III) ของสหรัฐอเมริกาครับ งานวิจัยเหล่านี้ก็ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง/โรคเก๊าท์ เช่น การบริโภคเนื้อสัตว์ อาหารทะเล อาหารที่มีพิวรีนสูง เบียร์ สุรา ความอ้วน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูง และการใช้ยาขับปัสสาวะครับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้มาจากการศึกษาเชิงระบาดวิทยา ที่เป็นการเก็บข้อมูลประชากรจำนวนมาก แล้วจึงนำมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าการบริโภคอาหาร/การมีพฤติกรรมเหล่านีเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์ได้ครับ (causation) เราเพียงแค่พบว่ามันสัมพันธ์กันเฉย ๆ ครับ

ธรรมชาติของโรคเก๊าท์

ก่อนที่เราจะไปถึงในส่วนของคำแนะนำ เราคงต้องมาเข้าใจธรรมชาติของโรคเก๊าท์กันก่อนนิดนึงครับ พยาธิสภาพของการเกิดโรคเก๊าท์ มาจากการที่สมดุลของการได้รับ การสังเคราะห์ และการขับกรดยูริกออกจากร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปครับ มีงานวิจัยระบุว่า ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงนั้น เกิดจากการสังเคราะห์กรดยูริกมากเกินไปของร่างกายประมาณ 10% ครับ ที่เหลืออีก 90% นั้นเกิดจากการขับกรดยูริกออกจากร่างกายผ่านไตที่น้อยลงครับ จะสังเกตว่าปัจจัยของการบริโภคอาหารที่ให้กรดยูริกสูงนั้น มีผลน้อยกว่าประเด็นการขจัดกรดยูริกออกผ่านไตมากเลยทีเดียวครับ ดังนั้นการปรับพฤติกรรมโดยการจำกัดอาหาร มักจะทำเพื่อป้องกันการเกิดผลึกของกรดยูริกที่ส่งผลให้เกิดอาการกำเริบของโรคเก๊าท์อย่างเฉียบพลันมากกว่าครับ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลมากกว่าเช่นการบริโภคอาหารที่ให้ฟรุกโตสสูง ความอ้วน ความดื้ออินซูลิน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อระดับกรดยูริกในเลือดในระยะยาวมากกว่าครับ

อาหารพิวรีนต่ำ

แนวปฏิบัติที่มีการแนะนำกันในปัจจุบันก็คือการจำกัดอาหารที่ให้พิวรีนสูง เพราะจะสามารถถูกย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริกได้ในร่างกายมนุษย์ อย่างไรก็ตามการจำกัดอาหารพิวรีนสูงนี้ก็มีข้อจำกัดหลายประการครับ อย่างแรกเลยคือเนื่องจากรูปแบบอาหารค่อนข้างจำกัด จึงเป็นการค่อนข้างยากที่จะสามารถปฏิบัติได้ในระยะยาว (เพราะจำกัดอาหารหลายชนิดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีน) ในอีกทางหนึ่ง โอกาสที่คนไข้จะหันไปบริโภคอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตและไขมันในปริมาณที่สูงขึ้นนั้นมีมากเลยทีเดียวครับ หากเลือกบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม (เช่นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ไขมันอิ่มตัวเยอะ) ก็อาจกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดแทนโรคเก๊าท์ได้ครับ ดังนั้นจึงเป็นเหมือนการช่วยในโรคหนึ่ง แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดอีกโรคหนึ่งแทนครับ

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ แทนที่จะโฟกัสไปที่อาหารพิวรีนต่ำ มีงานวิจัยที่พบว่าการให้โภชนบำบัดที่มีเป้าหมายในการลดความดื้ออินซูลิน ช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดได้ ร่วมกับตัวชี้วัดอื่นๆ ทางเมแทบอลิก ที่ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้พร้อม ๆ กันครับ ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีงานวิจัยเพิ่มขึ้น ๆ ว่าอาหารหลายๆ ชนิดที่ถึงแม้ว่าจะให้พิวรีนสูง (เช่นผัก ธัญพืช และถั่วเมล็ดแห้งหลาย ๆ ชนิด) ไม่สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของระดับกรดยูริกในเลือดครับ ซึ่งการบริโภคผัก ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ ดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มที่ช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้ด้วยครับ (ซึ่งก็มักจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้) ดังนั้นคำแนะนำที่ให้จำกัดผัก ธัญพืช และถั่วเมล็ดแห้งทีมีพิวรีนสูง จึงดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับข้อมูลใหม่ ๆ ที่ออกมาเรื่อย ๆ เลยครับ

แล้วจะให้คำแนะนำอย่างไรดี?

ทีนี้หลังจากที่ได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นไปแล้ว นำมาสู่คำถามที่ว่า แล้วถ้าเจอคนไข้โรคเก๊าท์จริง ๆ ที่มาหาเรา นักกำหนดอาหารจะให้คำแนะนำอย่างไรดี เริ่มแรกก็ต้องบอกเลยว่า จุดประสงค์ของการให้โภชนบำบัดในคนไข้โรคเก๊าท์คือ นอกจากการที่จะป้องกันการเกิดอาการโรคเก๊าท์กำเริบแล้ว ยังควรจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคทางเมแทบอลิกอื่น ๆ ด้วยครับ เพราะฉะนั้นคำแนะนำควรจะมีส่วนช่วยทั้งสองประเด็นด้วยกันครับ Prof. Choi ได้เขียนมาเป็นคำแนะนำดังนี้ครับ

  1. ออกกำลังกายทุกวัน ลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกิน สาเหตุก็คือ งานวิจัยระบุว่าความอ้วนสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกในเลือดที่เพิ่มขึ้นครับ และก็มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการลดความอ้วนทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลงด้วยเช่นเดียวกันครับ นอกจากระดับกรดยูริกในเลือดที่ลดลงแล้ว ตัวชี้วัดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด ฯลฯ ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงได้ด้วยเช่นเดียวกันครับ
  2. จำกัดการบริโภคเนื้อแดง นอกจากปริมาณพิวรีนที่อาจส่งผลต่อการเกิดโรคเก๊าท์เฉียบพลัน เนื้อแดงยังมักจะมีปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ค่อนข้างสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้ครับ ดังนั้นคำแนะนำในการจำกัดปริมาณการบริโภคเนื้อแดงจึงดูเป็นคำแนะนำที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลสำหรับคนไข้โรคเก๊าท์ครับ
  3. กำหนดปริมาณอาหารทะเลตามแต่ละบุคคล ถึงแม้ว่าอาหารทะเล/ซีฟู๊ดมักจะมีปริมาณพิวรีนที่ค่อนข้างสูง และมีงานวิจัยที่ชี้ว่าอาจส่งผลต่อระดับกรดยูริกในเลือดได้ แต่อาหารทะเลหลาย ๆ ชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาทะเล ก็เป็นแหล่งที่ดีของกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้หากบริโภคในรูปของอาหาร (ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ดังนั้นคำแนะนำตรงนี้จึงอาจจะต้องดูเป็นรายบุคคล พิจารณาประโยชน์-โทษของการจำกัดปริมาณปลาและอาหารทะเลไปตามแต่ละบุคคลครับ หรืออาจจะหันไปบริโภคอาหารจากพืชที่ให้กรดไขมันที่จะเปลี่ยนเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างเช่นถั่วเมล็ดแห้งแทนก็อาจเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งครับ
  4. ดื่มนมไขมันต่ำประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน หรือบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของการดื่มนมกับการลดระดับกรดยูริกในเลือดและโอกาสในการเกิดโรคเก๊าท์ครับ นอกจากนี้การดื่มนมยังมีประโยชน์อื่น ๆ ทั้งในแง่ของการให้สารอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียมและฟอสฟอรัส รวมถึงโปรตีนคุณภาพดีด้วย ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้ดื่มนมไขมันต่ำได้ครับ
  5. เลือกโปรตีนจากผัก ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้งเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากข้อมูลด้านบนที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารเหล่านี้กับการเพิ่มขึ้นของระดับกรดยูริกในเลือด รวมถึงมีข้อมูลว่าการบริโภคอาหารเหล่านี้อาจช่วยลดน้ำหนักและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ ได้ ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้บริโภคอาหารเหล่านี้เพิ่มขึ้นได้ครับ
  6. ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุราและเบียร์ เพราะมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์กับระดับกรดยูริกในเลือดที่เพิ่มขึ้นครับ อย่างไรก็ตามการดื่มในปริมาณที่เหมาะสม (ไม่เกิน 2 drink ในเพศชาย และ 1 drink ในเพศหญิงต่อวัน) ดูเหมือนว่าจะมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือไม่ควรดื่มมากเกินไปครับ แต่ถ้าไม่ได้ดื่มมาแต่ก่อน ก็ไม่ต้องแนะนำให้เริ่มดื่มแต่อย่างใดนะครับ
  7. จำกัดเครื่องดื่มรสหวานที่มีฟรุกโตสสูง เพราะฟรุกโตสมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเพิ่มขึ้นของกรดยูริกในเลือด รวมถึงตัวชี้วัดอื่น ๆ ทางเมแทบอลิกที่ส่งผลต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน หรือโรคหัวใจและหลอดเลือดครับ ดังนั้นการลดลงหรือการงดดื่มเครื่องดื่มรสหวานที่มีฟรุกโตสสูงเหล่านี้เป็นคำแนะนำที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ
  8. ดื่มกาแฟได้หากปกติดื่มอยู่แล้ว มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการดื่มกาแฟสัมพันธ์กับการลดระดับกรดยูริกในเลือดสูงได้ครับ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกจำนวนหนึ่งที่พบว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามอะไรก็แล้วแต่ที่มากเกินไปก็คงไม่ดี เพราะการดื่มกาแฟมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดการขับแคลเซียมในปัสสาวะที่มากขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหักได้ ดังนั้นการดื่มในระดับปกติ (ไม่เกิน 4 แก้วต่อวัน) น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ทั้งนี้ต้องขออนุญาตบันทึกเพิ่มเติมว่า กาแฟที่ว่าคือกาแฟดำ หรือกาแฟใส่นม (ที่มีข้อมูลด้านบนว่าช่วยในเรื่องของระดับกรดยูริกในเลือดได้) นะครับ ไม่ใช่กาแฟที่ใส่น้ำตาล (หรือน้ำผึ้งที่เป็นแหล่งของฟรุกโตส) จำนวนมากครับ
  9. อาจเสริมวิตามินซีได้ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการเสริมวิตามินซีวันละ 500 mg อาจช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดได้ครับ และด้วยความที่วิตามินซี ถ้าบริโภคในระดับที่ไม่เกินที่กำหนด (< 2000 mg ต่อวัน) นั้นมีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นในคนไข้ที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูง อาจทดลองให้เสริมวิตามินซีก็ได้เช่นเดียวกันครับ

Prof. Choi ได้ทำรูปปิรามิดที่สรุปคำแนะนำด้านบนไว้ด้วยเช่นกัน ตามรูปภาพด้านล่างเลยครับ

goutpyramid

อ้างอิง

Choi HK. A prescription for lifestyle change in patients with hyperuricemia and gout. Curr Opin Rheumatol. 2010; 22: 165-72.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา