อาการคลื่นไส้-อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด

ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด (Chemotherapy) มักจะมีอาการข้างเคียงหลายๆ อย่างตามมา อาการที่พบได้ค่อนข้างบ่อย และส่งผลกระทบต่อการบริโภคอาหาร ภาวะโภชนาการ และคุณภาพชีวิต ก็คืออาการคลื่นไส้อาเจียนจากการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy-induced nausea and vomiting; CINV) นั่นเองครับ อาการคลื่นไส้อาเจียนนี้ยังพบได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับยาต้านอาเจียน (Antiemetic medications) แล้วก็ตาม นักกำหนดอาหารที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับอาการเหล่านี้ เพื่อที่จะให้คำแนะนำทางโภชนาการที่เหมาะสมและสามารถช่วยผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ครับ วันนี้จึงขออนุญาตหยิบ Review Article ที่เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ใน Journal of The Academy of Nutrition and Dietetics มาเล่าใหัฟังกันครับ

CINV คืออะไร?

ก่อนอื่นคงต้องมาเข้าใจกันก่อนครับว่า CINV คืออะไร อธิบายง่ายๆ ก็คืออาการคลื่นไส้และอาเจียนที่เป็นผลมาจากการได้รับยาเคมีบำบัดครับ โดยมากแล้วอาการ CINV มักจะเกิดหลังจากการให้เคมีบำบัดภายใน 24 ชั่วโมง แต่ในบางครั้งก็สามารถเกิดในระยะเวลาที่นานกว่านั้นได้ครับ ความน่าสนใจคือในหลายๆ ครั้ง CINV นี้ไม่ได้เกิดจากการให้เคมีบำบัดโดยตรง แต่อาจเกิดจากความรู้สึกของผู้ป่วยที่ถูกกระตุ้นโดยปัจจัยแวดล้อม เช่น ความรู้สึกที่จะต้องมาโรงพยาบาล การได้กลิ่นโรงพยาบาล การพบเห็นบุคลากรทางการแพทย์ เหล่านี้ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการคลื่นไส้และอาเจียนได้ครับ ภาวะนี้จะเรียกว่า anticipatory CINV ครับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด CINV ได้ หลักๆ มีอยู่ 4 ปัจจัยครับ ก็คือ

  • ยาและการรักษา ไม่ว่าจะเป็นขนาดของยาเคมีบำบัด ขนาดของยาต้านการอาเจียน อาการไม่สบายตัว การติดเชื้อ อาการอ่อนแรง การไม่ได้บริโภคอาหารก่อนได้รับเคมีบำบัด เป็นต้น
  • ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยา เช่น ความเครียด ความรู้สึกเชิงลบต่อการให้เคมีบำบัด
  • ประสบการณ์ในอดีต เช่น การได้รับยาเคมีบำบัดครั้งก่อน หรือการที่รู้สึกเวียนหัวขณะนั่งรถ ผู้ที่มีประสบการณ์เหล่านี้มักจะเกิด CINV ได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่เคยมีครับ
  • ปัจจัยทางกรรมพันธุ์ ก็คือเพศ (หญิง)  และอายุ (น้อยกว่า 40 ปี และมากกว่า 65 ปี) ครับ

เนื่องจากยาเคมีบำบัดเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิด CINV ดังนั้นจึงมีการแบ่งกลุ่มของยาเคมีบำบัดตามความสามารถในการกระตุ้นให้เกิด CINV ด้วยครับ โดยแบ่งดังนี้ครับ

  • minimally risky: ผู้ป่วย < 10% มีโอกาสเกิด CINV
  • low: ผู้ป่วย 10-30% มีโอกาสเกิด CINV
  • moderately risky: ผู้ป่วย 30-90% มีโอกาสเกิด CINV
  • highly emetogenic: ผู้ป่วย >90% มีโอกาสเกิด CINV

ผลของ CINV ต่อผู้ป่วย

  1. ภาวะโภชนาการ แน่นอนครับ ผู้ป่วยที่เกิดอาการ CINV มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะโภชนาการได้มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มี CINV ครับ ผลกระทบโดยตรงก็คือทำให้ผู้ป่วยบริโภคอาหารได้ลดลง เนื่องจากความอยากอาหารลดลง และเกิดการอาเจียน แต่นอกจากผลกระทบโดยตรง ก็ยังมีผลทางอ้อม คืออาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความกลัว และหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารเนื่องจากกลัวการอาเจียนอีกก็ได้ครับ) มีงานวิจัยชี้ชัดครับว่าผู้ป่วยที่มี CINV มีคะแนนที่ได้จากการประเมินด้วย PG-SGA มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มี และนำไปสู่การเกิดภาวะทุพโภชนาการที่มากกว่าด้วยครับ
  2. คุณภาพชีวิต แน่นอนครับ การเกิด CINV ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ มีงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มีคุณภาพชีวิตลดลงจากการให้เคมีบำบัด ถ้าอาการ CINV ไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจะยิ่งต่ำลงๆ ตามจำนวน cycle ของการให้เคมีบำบัดที่เพิ่มขึ้นครับ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากมองข้ามไป แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ป่วยอย่างมากเลยทีเดียวครับ
  3. ความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ (physical function) นอกจากในเรื่องของภาวะทุพโภชนาการที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้ว ผลกระทบโดยตรงของ CINV ก็มีเช่นกันครับ เพราะการอาเจียนอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติของอิเล็กโทรไลต์ในเลือด ภาวะขาดน้ำ และสมดุลกรด-เบสของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปได้ครับ และยิ่งไปกว่านั้นการอาเจียนอาจทำให้เกิดการสำลัก และติดเชื้อในปอดได้ การติดเชื้อในปอดจะยิ่งทำให้สุขภาพของผู้ป่วยแย่ลงอย่างรวดเร็ว และในบางครั้งอาจถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียวครับ

โภชนบำบัดสำหรับ CINV

แน่นอนครับ ผู้ป่วยมะเร็งที่มี CINV จะได้รับยาต้านการคลื่นไส้อาเจียนอยู่ในแผนการรักษาอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามนักกำหนดอาหารมีบทบาทอย่างมากเลยทีเดียวครับ คำแนะนำหลักๆ จะอยู่ที่การปรับสภาพแวดล้อมและรูปแบบการบริโภคอาหารครับ ซึ่งแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้ครับ

  • การปรับรูปแบบการบริโภคอาหาร: หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด เผ็ดจัด และหวานจัด พยายามจัดอาการที่มีรสชาติอ่อนๆ มีผิวสัมผัสที่เหมาะสม มีลักษณะแห้งมากกว่าน้ำ ดื่มน้ำเย็นๆ หลังมื้ออาหาร ฯลฯ
  • การปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร: แนะนำอาหารมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อต่อวัน รับประทานอาหารช้าๆ บริโภคอาหารก่อนรู้สึกหิว (เพราะความหิวสามารถกระตุ้นอาการคลื่นไส้ได้) ไม่บริโภคอาหารจนอิ่มเกิน (เพราะกระตุ้นอาการคลื่นไส้ได้เช่นกัน)
  • การปรับสภาพแวดล้อม: หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณครัวขณะผู้ดูแลกำลังทำอาหาร รับประทานอาหารในสภาพแวดล้อมที่ปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท ไม่มีสิ่งรบกวน อาจออกกำลังกายเบาก่อนรับประทานอาหารเพื่อกระตุ้นความอยากอาหารได้

อย่างไรก็ตามต้องทำเครื่องหมายไว้ตรงนี้สักนิดนะครับ ว่าคำแนะนำด้านบนนั้น แม้จะมาจากไกด์ไลน์ แต่ว่างานวิจัยที่ทำการทดสอบการให้คำแนะนำทางโภชนาการด้านบน กับอาการ CINV ของผู้ป่วยนั้นยังแทบไม่มีเลยครับ คำแนะนำส่วนใหญ่จึงมาจาก expert opinion เท่านั้นครับ (เพราะฉะนั้นหลักฐานงานวิจัยที่สนับสนุนอาจจะยังไม่มีครับ) แต่อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการให้โภชนบำบัดโดยนักกำหนดอาหาร (ซึ่งก็มีคำแนะนำเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วยกับคำแนะนำในส่วนอื่นๆ) มีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่มีอาการทางคลินิก รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ครับ

คำแนะนำอีกส่วนหนึ่งก็คือการแนะนำให้บริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูงขึ้นครับ มีงานวิจัยระบุว่า การบริโภคอาหารที่มีโปรตีนสูงขึ้น ร่วมกับการดื่มน้ำขิง ช่วยลดการเกิด CINV ในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดได้ครับ แต่งานวิจัยที่สนับสนุน รวมถึงกลไกออกฤทธิ์ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ถูกระบุไว้ในคำแนะนำในไกด์ไลน์ทั่วไปครับ

แนวทางอื่นๆ เช่น โยคะ การนวด อโรมาเทอราพี (aromatherapy) การฝังเข็ม การสะกดจิต และการออกกำลังกาย ก็มีการพูดถึงกันมากทีเดียวครับ สำหรับการนำมาใช้เพื่อลดการเกิด และผลข้างเคียงจาก CINV อย่างไรก็ตาม งานวิจัยสนับสนุนแนวทางเหล่านี้ยังมีไม่มากนักครับ แต่เนื่องด้วยกิจกรรมหลายๆ อย่างไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายมากมาย (เช่นการออกกำลังกาย หรือการเล่นโยคะ) และดูเหมือนว่าจะมีผลข้างเคียงเชิงลบต่อสุขภาพต่ำ หากผู้ป่วยอยากทดลอง ก็อาจทดลองได้ครับ

โดยสรุปแล้ว CINV เป็นปัญหาที่ถือว่าใหญ่พอสมควรเลยทีเดียวครับในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด นอกจากการให้ยาแล้ว ก็มีข้อมูลจำนวนมากนำเสนอแนวทางอื่นๆ ในการช่วยบรรเทาปัญหานี้ โภชนบำบัดก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับการเสนอมาครับ ถึงแม้ว่างานวิจัยสนับสนุนจะยังไม่ได้มีความหนักแน่น (ส่วนหนึ่งก็เพราะการทำงานวิจัยลักษณะนี้ทำได้ยากด้วยครับ ไม่เหมือนงานวิจัยทางยา ที่สามารถควบคุมตัวแปรต่างๆ ได้ง่ายกว่า) แต่ผมคิดว่าก็เป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดูแลผู้ป่วยในชีวิตประจำวันได้ครับ

References:

  • Marx W, et al. Chemotherapy-induced nausea and vomiting: a narrative review to inform dietetics practice. J Acad Nutr Diet. 2016; 116(5): 819-27.

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา