ระดับน้ำในร่างกาย (Hydration status)

เรื่องของสมดุลน้ำ (Fluid balance) และระดับน้ำในร่างกาย (Hydration status) เป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนมักมองข้ามครับ ภาวะขาดน้ำ (Dehyration) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และจะนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ได้มากมาย นักกำหนดอาหารจึงควรประเมินการดื่มน้ำ-ได้รับน้ำของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยผู้สูงอายุด้วยนะครับ วันนี้เลยเอาข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำในร่างกาย จาก Evidence Analysis Library ของ Academy of Nutrition and Dietetics มาฝากกันครับ ข้อมูลเก่าหน่อย (มาจากปี 2007) แต่ผมคิดว่ายังใช้ได้ดีอยู่ครับ

  1. ตัวชี้วัดอะไรที่สามารถประเมินสมดุลน้ำและระดับน้ำในร่างกายได้ดีที่สุดในผู้ใหญ่ทั่วไป (19 – 64 ปี)
    – ไม่มีตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่งที่ดีที่สุด แต่ควรใช้ตัวชี้วัดดังต่อไปนี้ประเมินร่วมกัน คือ Urine specific gravity, urine osmolality, serum osmolality และสีของปัสสาวะ ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินภาวะขาดน้ำเฉียบพลันได้คือน้ำหนักลดเกิน 3% ในระยะเวลาสั้นๆ
  2. ตัวชี้วัดอะไรที่สามารถประเมินสมดุลน้ำและระดับน้ำในร่างกายได้ดีที่สุดในผู้สูงอายุ (> 65 ปี)
    – ไม่มีหลักฐานงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงตัวชี้วัดที่ดีที่สุดของการประเมินสมดุลน้ำและระดับน้ำในร่างกายในผู้สูงอายุ แต่มีงานวิจัยเล็กน้อยที่สนับสนุนการใช้ Plasma specific gravity, สีของปัสสาวะ, urine specific gravity, และ urine osmolality นอกจากนี้ยังสามารถใช้การตรวจร่างกายทางโภชนาการเพื่อประเมินภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงได้ โดยผู้ป่วยจะมีลักษณะคือ มีลิ้นแห้ง ลิ้นมีร่องลึก เยื่อบุโพรงจมูกและปากแห้ง บริเวณรอบๆ ดวงตาโบ๋ลึก กล้ามเนื้อช่วงบนอ่อนแรง พูดไม่ชัด และมึนงง การใช้ BIA สามารถช่วยติดตามความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในร่างกายได้ แต่การวัดเพียงครั้งเดียวไม่สามารถใช้ประเมินระดับน้ำในร่างกายได้อย่างแม่นยำ
  3. ความต้องการน้ำในผู้ใหญ่เป็นเท่าใด?
    – วิธีหลักๆ ที่มีการใช้กันคือ Holliday-Segar Method, RDA (Energy) Method, และ Fluid Balance Method อย่างไรก็ตามไม่มีงานวิจัยใดๆ ที่ทำการ validate สูตรเหล่านี้ หรือทำการเปรียบเทียบระหว่างสูตร อย่างไรก็ตามมีการใช้อย่างกว้างขวางทั้งในการปฏิบัติงานทางคลินิกและงานวิจัยต่างๆ
    – Holliday-Segar Method: ความต้องการน้ำ 100 mL/kg สำหรับน้ำหนัก 10 kg แรก, ความต้องการน้ำ 50 mL/kg สำหรับน้ำหนัก 10 kg ถัดไป และความต้องการน้ำ 20 mL/kg สำหรับน้ำหนักที่เหลือ เช่น น้ำหนัก 40 กิโลกรัม ก็จะมีความต้องการน้ำ (100 x 10) + (50 x 10) + (20 x 20) = 1000 + 500 + 400 = 1900 mL/วัน
    – RDA Method ความต้องการน้ำ 1 mL ต่อความต้องการพลังงาน 1 kcal/วัน
    – Fluid Balance Method ความต้องการน้ำ = ปริมาณปัสสาวะใน 1 วัน + 500 mL/วัน
  4. การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทำให้ความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นหรือไม่?
    – งานวิจัยระบุว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เกิน 6 mg/น้ำหนักตัว 1 kg/ วัน ไม่ทำให้สมดุลน้ำเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเปรียบเทียบกับ placebo หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีคาเฟอีน

หวังว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับนักกำหนดอาหารทุกท่าน ในการดูแลผู้ป่วยในเรื่องเกี่ยวกับระดับน้ำในร่างกายนะครับ 🙂

Reference: Academy of Nutrition and Dietetics. Hydration (HYD) Guideline Evidence Analysis Library. 2007. [Accessed at http://andeal.org/topic.cfm?menu=2820&cat=5440]

About the author

ฐนิต วินิจจะกูล

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ
กำลังศึกษาต่อ Master of Science (Nutrition and Dietetics)
The University of Utah สหรัฐอเมริกา